
กระตุ้นเอเชียลงทุนเพิ่ม ‘เอดีบี’พร้อมหนุนเงินกู้เพื่อการเติบโต
เอเชียจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกกว่า 59 ล้านล้านบาทในระยะ 13 ปีข้างหน้าเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องและเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ในการประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) นายทาเคฮิโกะ นาคาโอะ ประธานเอดีบีเปิดเผยว่า การให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงเป็นสิ่งที่เอดีบีให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวฉบับใหม่ ที่มุ่งให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วภายในภูมิภาค
การประชุมใหญ่ของเอดีบีมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างๆ นักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้แทนจากภาคประชาสังคมเข้าร่วมราว 6,000 คน ปีนี้หัวข้อใหญ่ของการประชุมเป็นเรื่องการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของเอเชีย และเป็นการเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบปีที่ 50 ของเอดีบีด้วย
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของธนาคารในระยะยาว จะเป็นไปภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ในชื่อ Strategy 2030 ซึ่งมีการระบุถึงสิ่งที่เป็นความท้าทายหรืออุปสรรคสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของภูมิภาค อาทิ ปัญหาความยากจน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การขยายตัวของชุมชนเมือง การขยับเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย และความไม่เท่าเทียมกันที่ยังคงเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ระบุถึงเป้าหมายการดำเนินงานและแนวทางที่เอดีบีจะส่งเสริมหรือให้ความสนับสนุนพัฒนาการในเอเชีย ซึ่งสิ่งที่เอดีบีจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น คือ การให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
ทั้งนี้ มีตัวเลขประเมินโดยเอดีบีว่า นับจากนี้จนกระทั่งถึงปี 2030 หรือ 2573 เอเชียจำเป็นต้องใช้เงินอีกราวปีละ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 59.5 ล้านล้านบาทเพื่อการลงทุนในด้านพลังงาน การขนส่ง การโทรคมนาคม และการบริหารจัดการน้ำ
สิ่งที่เอดีบีจะให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดมาหรือเป็นอับดับ 2 คือ การให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาด้านสังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขอนามัยของประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขที่เป็นสากล และความริเริ่มเรื่องการดูแลสุขภาพตามแนวชายแดน เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับโรคที่สามารถแพร่เชื้อติดต่อกันได้ อาทิ มาลาเรีย วัณโรค และเอดส์
ยุทธศาสตร์ 2030 ยังจะให้ความสนับสนุนการสร้างเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ ยกตัวอย่าง เช่น โครงการที่ส่งเสริมให้สตรีและเด็กหญิง มีงานทำที่สร้างรายได้ อาศัยทักษะและความรู้ความสามารถที่สูงขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น และมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจมากขึ้น
ธนาคารจะเพิ่มความพยายามในการที่จะกระตุ้นให้ผู้ลงทุนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนลักษณะร่วมกันกับภาครัฐ (PPP: Public-Private Partnership) โดยเฉพาะในด้านการศึกษา สุขภาพ และการเกษตร นอกจากนี้ การให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และระดับครัวเรือน ผ่านทางธนาคารในท้องถิ่น ก็ยังจะเป็นสิ่งที่เอดีบีเน้นให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ระยะยาวยังรวมถึงแนจวทางการปฏิรูปเอดีบีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของทีมงานในองค์กร เสริมศักยภาพให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ และเร่งรัดขั้นตอนกระบวนการทำงานต่างๆ ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เอกชนและหน่วยงานภาครัฐ ในปี 2559 ที่ผ่านมา เอดีบีให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและด้านเทคนิคแก่โครงการต่างๆในภูมิภาคคิดเป็นมูลค่ารวม 31,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีการอนุมัติเงินกู้และเงินให้เปล่ามูลค่ารวม 17,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 2558
นอกจากนี้ ยังให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการด้านสภาพอากาศ 3,700 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 2,600 ล้านดอลลาร์) และมีโครงการให้กู้ร่วมแบบ PPP รวมมูลค่า 13,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการปล่อยกู้ร่วมกับกองทุน AIIB ที่มีจีนเป็นแกนนำ เพื่อสนับสนุนโครงการตัดถนนในปากีสถานและโครงการเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติในบังคลาเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ในการประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) นายทาเคฮิโกะ นาคาโอะ ประธานเอดีบีเปิดเผยว่า การให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังคงเป็นสิ่งที่เอดีบีให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวฉบับใหม่ ที่มุ่งให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วภายในภูมิภาค
การประชุมใหญ่ของเอดีบีมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างๆ นักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้แทนจากภาคประชาสังคมเข้าร่วมราว 6,000 คน ปีนี้หัวข้อใหญ่ของการประชุมเป็นเรื่องการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของเอเชีย และเป็นการเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบปีที่ 50 ของเอดีบีด้วย
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของธนาคารในระยะยาว จะเป็นไปภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ในชื่อ Strategy 2030 ซึ่งมีการระบุถึงสิ่งที่เป็นความท้าทายหรืออุปสรรคสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของภูมิภาค อาทิ ปัญหาความยากจน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การขยายตัวของชุมชนเมือง การขยับเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย และความไม่เท่าเทียมกันที่ยังคงเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ระบุถึงเป้าหมายการดำเนินงานและแนวทางที่เอดีบีจะส่งเสริมหรือให้ความสนับสนุนพัฒนาการในเอเชีย ซึ่งสิ่งที่เอดีบีจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น คือ การให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
ทั้งนี้ มีตัวเลขประเมินโดยเอดีบีว่า นับจากนี้จนกระทั่งถึงปี 2030 หรือ 2573 เอเชียจำเป็นต้องใช้เงินอีกราวปีละ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 59.5 ล้านล้านบาทเพื่อการลงทุนในด้านพลังงาน การขนส่ง การโทรคมนาคม และการบริหารจัดการน้ำ
สิ่งที่เอดีบีจะให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดมาหรือเป็นอับดับ 2 คือ การให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาด้านสังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขอนามัยของประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขที่เป็นสากล และความริเริ่มเรื่องการดูแลสุขภาพตามแนวชายแดน เพื่อขจัดปัญหาเกี่ยวกับโรคที่สามารถแพร่เชื้อติดต่อกันได้ อาทิ มาลาเรีย วัณโรค และเอดส์
ยุทธศาสตร์ 2030 ยังจะให้ความสนับสนุนการสร้างเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ ยกตัวอย่าง เช่น โครงการที่ส่งเสริมให้สตรีและเด็กหญิง มีงานทำที่สร้างรายได้ อาศัยทักษะและความรู้ความสามารถที่สูงขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น และมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจมากขึ้น
ธนาคารจะเพิ่มความพยายามในการที่จะกระตุ้นให้ผู้ลงทุนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนลักษณะร่วมกันกับภาครัฐ (PPP: Public-Private Partnership) โดยเฉพาะในด้านการศึกษา สุขภาพ และการเกษตร นอกจากนี้ การให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และระดับครัวเรือน ผ่านทางธนาคารในท้องถิ่น ก็ยังจะเป็นสิ่งที่เอดีบีเน้นให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ระยะยาวยังรวมถึงแนจวทางการปฏิรูปเอดีบีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของทีมงานในองค์กร เสริมศักยภาพให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ และเร่งรัดขั้นตอนกระบวนการทำงานต่างๆ ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เอกชนและหน่วยงานภาครัฐ ในปี 2559 ที่ผ่านมา เอดีบีให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและด้านเทคนิคแก่โครงการต่างๆในภูมิภาคคิดเป็นมูลค่ารวม 31,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีการอนุมัติเงินกู้และเงินให้เปล่ามูลค่ารวม 17,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปี 2558
นอกจากนี้ ยังให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการด้านสภาพอากาศ 3,700 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 2,600 ล้านดอลลาร์) และมีโครงการให้กู้ร่วมแบบ PPP รวมมูลค่า 13,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการปล่อยกู้ร่วมกับกองทุน AIIB ที่มีจีนเป็นแกนนำ เพื่อสนับสนุนโครงการตัดถนนในปากีสถานและโครงการเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติในบังคลาเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






