
ตัวเต็งผู้นำโสมขาวค้าน‘ธาด’ วางนโยบายเปิดเจรจาเกาหลีเหนือสวนทางมะกัน
ตัวเต็งประธานาธิบดีเกาหลีใต้โจมตีการติดตั้ง THAAD ในช่วงที่ประเทศกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พร้อมชูนโยบายเจรจาเกาหลีเหนือ ส่อเค้าถึงแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ที่อาจจะตึงเครียดมากขึ้นภายใต้รัฐบาลใหม่
หากไม่มีการพลิกโผใดๆ เกิดขึ้น เกาหลีใต้มีโอกาสสูงที่จะได้นายมุน แจ-อิน จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ในการเลือกตั้งวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ แทนนางสาวปาร์ค กึน-เฮ ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง โดยประเด็นเรื่องของการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในบรรยากาศชั้นสูง หรือ ธาด (THAAD) กลายมาเป็นประเด็นร้อนที่หนุนคะแนนเสียงของนายมุนในช่วงโค้งสุดท้าย
สหรัฐฯ ได้เริ่มเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ของระบบธาดเข้าไปติดตั้งในเมืองซองจู ทางตอนเหนือของจังหวัดคยองซังตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน ท่ามกลางการคัดค้านของประชาชนภายในพื้นที่ และกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า ระบบดังกล่าวสามารถปฏิบัติการได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม นายมุนกล่าวแสดงความกังขาถึงช่วงเวลาของการติดตั้งระบบธาด ซึ่งถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นมากว่ากำหนด หลังความตึงเครียดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา "ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลรักษาการณ์ของเกาหลีใต้เร่งการติดตั้ง ธาดในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองเช่นนี้ ซึ่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีกำลังจะเกิดขึ้น และไม่ได้ผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตย การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม และการฟังความเห็นจากประชาชน" นายมุนให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์
นายมุนหาเสียงเลือกตั้งด้วยการโจมตีการตัดสินใจของพรรครัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาติดตั้งระบบธาด และเน้นย้ำว่าการติดตั้งระบบธาดควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของประธานาธิบดีคนต่อไป ซึ่งตนเองต้องการให้มีการทบทวนข้อตกลงดังกล่าวใหม่
ขณะที่คำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่า เกาหลีใต้ควรรับผิดชอบค่าติดตั้งธาดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยิ่งสร้างกระแสความไม่พึงพอใจให้กับชาวเกาหลีใต้ และดึงคะแนนเสียงไปทางฝั่งนายมุนมากขึ้น
นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์การติดตั้งระบบธาดของสหรัฐฯ และพรรครัฐบาลแล้ว แนวทางนโยบายสำคัญในเรื่องของเกาหลีเหนือของนายมุนยังแตกต่างจากรัฐบาลก่อนด้วย โดยตัวเต็งประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ต้องการใช้แนวทางการเจรจาพูดคุยและมีส่วนร่วมกับเกาหลีเหนือให้มากขึ้น อาทิ ต้องการให้เปิดเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง และกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีทั้งสอง ด้วยการเปิดนิคมอุตสาหกรรมแคซอง ซึ่งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างทั้ง 2 ประเทศขึ้นอีกครั้ง
ดังนั้น ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลใหม่จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยนักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า หากนายมุนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่ของเกาหลีใต้เลือกใช้นโยบายดึงเกาหลีเหนือเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อาจจะทำให้ทรัมป์ต้องหันกลับมามองความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ใหม่ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกด้านหนึ่งก็มองว่า แม้ทิศทางนโยบายจะสวนทางกัน แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความเป็นพันธมิตรของทั้ง 2 ประเทศ
"ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกันมากยิ่งขึ้นผ่านประธานาธิบดีจากพรรคอนุรักษ์นิยม 2 ราย จุดยืนของมุน แจ-อิน ต่างจากประธานาธิบดีพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน แต่โดยรวมแล้วผมไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะถึงอย่างไรเราก็มีศัตรูคนเดียวกัน" นายคัง วอน-แทค ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลให้ความเห็น
ทั้งนี้ ผลโพลล์ล่าสุดก่อนการเลือกตั้งโดยเรียลมิเตอร์ แสดงให้เห็นว่านายมุนได้คะแนน 42.4% ตามมาด้วยนายฮง จุน-เพียว จากพรรคอนุรักษ์นิยม และนายอัน ชอล-ซู จากพรรคประชาชน ด้วยคะแนนเท่ากันที่ 18.6%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,259 วันที่ 7 - 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
หากไม่มีการพลิกโผใดๆ เกิดขึ้น เกาหลีใต้มีโอกาสสูงที่จะได้นายมุน แจ-อิน จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ในการเลือกตั้งวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ แทนนางสาวปาร์ค กึน-เฮ ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง โดยประเด็นเรื่องของการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในบรรยากาศชั้นสูง หรือ ธาด (THAAD) กลายมาเป็นประเด็นร้อนที่หนุนคะแนนเสียงของนายมุนในช่วงโค้งสุดท้าย
สหรัฐฯ ได้เริ่มเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ของระบบธาดเข้าไปติดตั้งในเมืองซองจู ทางตอนเหนือของจังหวัดคยองซังตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน ท่ามกลางการคัดค้านของประชาชนภายในพื้นที่ และกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า ระบบดังกล่าวสามารถปฏิบัติการได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม นายมุนกล่าวแสดงความกังขาถึงช่วงเวลาของการติดตั้งระบบธาด ซึ่งถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นมากว่ากำหนด หลังความตึงเครียดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา "ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลรักษาการณ์ของเกาหลีใต้เร่งการติดตั้ง ธาดในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองเช่นนี้ ซึ่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีกำลังจะเกิดขึ้น และไม่ได้ผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตย การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม และการฟังความเห็นจากประชาชน" นายมุนให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์
นายมุนหาเสียงเลือกตั้งด้วยการโจมตีการตัดสินใจของพรรครัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาติดตั้งระบบธาด และเน้นย้ำว่าการติดตั้งระบบธาดควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของประธานาธิบดีคนต่อไป ซึ่งตนเองต้องการให้มีการทบทวนข้อตกลงดังกล่าวใหม่
ขณะที่คำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่า เกาหลีใต้ควรรับผิดชอบค่าติดตั้งธาดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยิ่งสร้างกระแสความไม่พึงพอใจให้กับชาวเกาหลีใต้ และดึงคะแนนเสียงไปทางฝั่งนายมุนมากขึ้น
นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์การติดตั้งระบบธาดของสหรัฐฯ และพรรครัฐบาลแล้ว แนวทางนโยบายสำคัญในเรื่องของเกาหลีเหนือของนายมุนยังแตกต่างจากรัฐบาลก่อนด้วย โดยตัวเต็งประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ต้องการใช้แนวทางการเจรจาพูดคุยและมีส่วนร่วมกับเกาหลีเหนือให้มากขึ้น อาทิ ต้องการให้เปิดเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง และกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีทั้งสอง ด้วยการเปิดนิคมอุตสาหกรรมแคซอง ซึ่งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างทั้ง 2 ประเทศขึ้นอีกครั้ง
ดังนั้น ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลใหม่จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยนักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า หากนายมุนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่ของเกาหลีใต้เลือกใช้นโยบายดึงเกาหลีเหนือเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อาจจะทำให้ทรัมป์ต้องหันกลับมามองความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ใหม่ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกด้านหนึ่งก็มองว่า แม้ทิศทางนโยบายจะสวนทางกัน แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความเป็นพันธมิตรของทั้ง 2 ประเทศ
"ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกันมากยิ่งขึ้นผ่านประธานาธิบดีจากพรรคอนุรักษ์นิยม 2 ราย จุดยืนของมุน แจ-อิน ต่างจากประธานาธิบดีพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน แต่โดยรวมแล้วผมไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะถึงอย่างไรเราก็มีศัตรูคนเดียวกัน" นายคัง วอน-แทค ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลให้ความเห็น
ทั้งนี้ ผลโพลล์ล่าสุดก่อนการเลือกตั้งโดยเรียลมิเตอร์ แสดงให้เห็นว่านายมุนได้คะแนน 42.4% ตามมาด้วยนายฮง จุน-เพียว จากพรรคอนุรักษ์นิยม และนายอัน ชอล-ซู จากพรรคประชาชน ด้วยคะแนนเท่ากันที่ 18.6%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,259 วันที่ 7 - 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






