
สหรัฐผ่านฉลุยร่างงบประมาณ เลี่ยงภาวะชัตดาวน์-ร่างก.ม.ทรัมป์แคร์ยังลุ้นระทึก
ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯก็ให้การรับรองร่างงบประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เพื่อเป็นการเลี่ยงภาวะ “ชัตดาวน์” และจะทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีงบหล่อเลี้ยงภารกิจของหน่วยงานต่างๆไปได้ตลอดถึงเดือนกันยายนซึ่งเป็นอันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบัน
การลงคะแนนให้การรับรองร่างงบประมาณดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนลอยลำด้วยคะแนน 309 ต่อ 118 เสียง จากนี้ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบเช่นกัน เพื่อที่จะไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเสนอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นผู้ลงนามก่อนที่งบประมาณฉบับปัจจุบันของรัฐบาลจะหมดอายุลงในเวลา 00.01 น.ตามเวลาท้องถิ่นในวันเสาร์นี้
ความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ยินยอมที่จะถอดถอนข้อเสนอของบประมาณสนับสนุนโครงการสร้างกำแพงกั้นแนวพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งออกไปก่อนเพราะถูกคัดค้านอย่างหนักแต่ก็นับเป็นการ “ยอมถอยเพื่อเดินหน้า” เพราะหากร่างงบประมาณฉบับใหม่ไม่ผ่านการรับรองของรัฐสภาทันการหมดอายุของฉบับเก่า ก็จะเป็นภาวะ “ชัตดาวน์” ของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่มีงบมาสนับสนุนการดำเนินงาน ภาวะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งล่าสุดในปี 2556 สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้จำเป็นต้องมีการปิดทำการหน่วยงานของรัฐบาลเป็นเวลาถึง 17 วัน และมีการพักงานลูกจ้างของรัฐบาลกลางจำนวนถึง 800,000 คนอย่างไม่มีกำหนด หลายบริการถูกระงับหรือตัดทอน นับเป็นช่วงเวลาแห่งความอลหม่านที่เกิดจากความไม่ลงรอยในคองเกรส
อย่างไรก็ตาม สำหรับครั้งนี้แม้ฝ่ายรีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลจะยอมถอยในบางเรื่อง แต่นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังมองว่า การผ่านร่างงบประมาณฉบับล่าสุดนี้คือชัยชนะของรีพับลิกันเนื่องจากมีการเพิ่มวงเงินงบประมาณด้านการกลาโหมไปอยู่ที่ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่นายทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่าเขาต้องการเพิ่มงบด้านกลาโหมและการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
ส่วนร่างกฎหมายประกันสุขภาพและระบบสาธารณสุขฉบับใหม่ของพรรครีพับลิกันที่จะถูกนำมาใช้แทนฉบับปัจจุบันซึ่งคุ้นเคยกันดีในชื่อกฎหมาย “โอบามาแคร์” นั้น มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯในวันที่ 4 พฤษภาคม (ซึ่งขณะที่ปิดต้นฉบับชิ้นนี้ ยังไม่มีผลการลงคะแนนออกมา)และจำเป็นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 215 จากทั้งหมด 435 เสียง จึงจะถือว่าผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
นายทอม ไพรซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการสุขภาพ ได้ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกของทั้งสองสภาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาในรอบแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากส่อเค้าไม่ได้รับความเห็นชอบจึงถูกถอดถอนออกมาก่อนที่จะมีการพิจารณาถึงแม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันเองจำนวนมากก็ไม่ได้ให้ความสนับสนุนร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่เนื่องจากเห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มภาระให้ประชาชนจำนวนมากต้องจ่ายค่ากรมธรรม์ประกันสุขภาพในอัตราสูงขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย และอาจจะทำให้มีประชาชนที่ตัดสินใจไม่ทำประกันสุขภาพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จากการประเมินของสำนักงานคณะกรรมการด้านงบประมาณของสภาคองเกรส (Congressional Budget Office: CBO) พบว่า หากมีการนำกฎหมายประกันสุขภาพฉบับรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เรียกกันง่ายๆว่า “ทรัมป์แคร์” มาใช้แทนฉบับเก่า ก็อาจจะทำให้มีคนอเมริกันที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 24 ล้านคนภายในปี 2569 หรือในอีก 9 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ กฎหมายประกันสุขภาพทรัมป์แคร์ยังจะทำให้ค่ากรมธรรม์ประกันสุขภาพขยับสูงขึ้น 15-20% ในปี 2561 และ 2562 เทียบกับฐานข้อมูลปัจจุบันที่มีการใช้กฎหมายประกันสุขภาพโอบามาแคร์
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มีกระแสต่อต้านร่างกฏหมาย “ทรัมป์แคร์” มากขึ้นเรื่อยๆ และเห็นได้ชัดว่าการถอดถอนกฎหมายประกันสุขภาพโอบามาแคร์ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน จะออกมาปกป้องร่างกฎหมายฉบับใหม่โดยให้เหตุผลว่า เป้าหมายของร่างกฎหมายฉบับนี้คือเพื่อลดต้นทุน ส่งเสริมการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงระบบประกันสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่จ่ายไหว แต่เอาเข้าจริงร่างกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มาก เช่น การเปิดช่องให้บริษัทประกันเรียกเก็บค่ากรมธรรม์ผู้สูงวัยแพงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 5 เท่า และยังลดจำนวนผู้ได้รับความคุ้มครองภายใต้โครงการประกันสุขภาพของผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) ซึ่งหากไม่มีการปรับแก้ไข ก็เห็นจะผ่านความเห็นชอบของทั้ง 2 สภาได้ยาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,259 วันที่ 7 - 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
การลงคะแนนให้การรับรองร่างงบประมาณดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนลอยลำด้วยคะแนน 309 ต่อ 118 เสียง จากนี้ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบเช่นกัน เพื่อที่จะไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเสนอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นผู้ลงนามก่อนที่งบประมาณฉบับปัจจุบันของรัฐบาลจะหมดอายุลงในเวลา 00.01 น.ตามเวลาท้องถิ่นในวันเสาร์นี้
ความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ยินยอมที่จะถอดถอนข้อเสนอของบประมาณสนับสนุนโครงการสร้างกำแพงกั้นแนวพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งออกไปก่อนเพราะถูกคัดค้านอย่างหนักแต่ก็นับเป็นการ “ยอมถอยเพื่อเดินหน้า” เพราะหากร่างงบประมาณฉบับใหม่ไม่ผ่านการรับรองของรัฐสภาทันการหมดอายุของฉบับเก่า ก็จะเป็นภาวะ “ชัตดาวน์” ของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่มีงบมาสนับสนุนการดำเนินงาน ภาวะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งล่าสุดในปี 2556 สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้จำเป็นต้องมีการปิดทำการหน่วยงานของรัฐบาลเป็นเวลาถึง 17 วัน และมีการพักงานลูกจ้างของรัฐบาลกลางจำนวนถึง 800,000 คนอย่างไม่มีกำหนด หลายบริการถูกระงับหรือตัดทอน นับเป็นช่วงเวลาแห่งความอลหม่านที่เกิดจากความไม่ลงรอยในคองเกรส
อย่างไรก็ตาม สำหรับครั้งนี้แม้ฝ่ายรีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลจะยอมถอยในบางเรื่อง แต่นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังมองว่า การผ่านร่างงบประมาณฉบับล่าสุดนี้คือชัยชนะของรีพับลิกันเนื่องจากมีการเพิ่มวงเงินงบประมาณด้านการกลาโหมไปอยู่ที่ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่นายทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่าเขาต้องการเพิ่มงบด้านกลาโหมและการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน
ส่วนร่างกฎหมายประกันสุขภาพและระบบสาธารณสุขฉบับใหม่ของพรรครีพับลิกันที่จะถูกนำมาใช้แทนฉบับปัจจุบันซึ่งคุ้นเคยกันดีในชื่อกฎหมาย “โอบามาแคร์” นั้น มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯในวันที่ 4 พฤษภาคม (ซึ่งขณะที่ปิดต้นฉบับชิ้นนี้ ยังไม่มีผลการลงคะแนนออกมา)และจำเป็นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 215 จากทั้งหมด 435 เสียง จึงจะถือว่าผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
นายทอม ไพรซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการสุขภาพ ได้ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกของทั้งสองสภาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาในรอบแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากส่อเค้าไม่ได้รับความเห็นชอบจึงถูกถอดถอนออกมาก่อนที่จะมีการพิจารณาถึงแม้พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันเองจำนวนมากก็ไม่ได้ให้ความสนับสนุนร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่เนื่องจากเห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มภาระให้ประชาชนจำนวนมากต้องจ่ายค่ากรมธรรม์ประกันสุขภาพในอัตราสูงขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย และอาจจะทำให้มีประชาชนที่ตัดสินใจไม่ทำประกันสุขภาพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จากการประเมินของสำนักงานคณะกรรมการด้านงบประมาณของสภาคองเกรส (Congressional Budget Office: CBO) พบว่า หากมีการนำกฎหมายประกันสุขภาพฉบับรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เรียกกันง่ายๆว่า “ทรัมป์แคร์” มาใช้แทนฉบับเก่า ก็อาจจะทำให้มีคนอเมริกันที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 24 ล้านคนภายในปี 2569 หรือในอีก 9 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ กฎหมายประกันสุขภาพทรัมป์แคร์ยังจะทำให้ค่ากรมธรรม์ประกันสุขภาพขยับสูงขึ้น 15-20% ในปี 2561 และ 2562 เทียบกับฐานข้อมูลปัจจุบันที่มีการใช้กฎหมายประกันสุขภาพโอบามาแคร์
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มีกระแสต่อต้านร่างกฏหมาย “ทรัมป์แคร์” มากขึ้นเรื่อยๆ และเห็นได้ชัดว่าการถอดถอนกฎหมายประกันสุขภาพโอบามาแคร์ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน จะออกมาปกป้องร่างกฎหมายฉบับใหม่โดยให้เหตุผลว่า เป้าหมายของร่างกฎหมายฉบับนี้คือเพื่อลดต้นทุน ส่งเสริมการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงระบบประกันสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่จ่ายไหว แต่เอาเข้าจริงร่างกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มาก เช่น การเปิดช่องให้บริษัทประกันเรียกเก็บค่ากรมธรรม์ผู้สูงวัยแพงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 5 เท่า และยังลดจำนวนผู้ได้รับความคุ้มครองภายใต้โครงการประกันสุขภาพของผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) ซึ่งหากไม่มีการปรับแก้ไข ก็เห็นจะผ่านความเห็นชอบของทั้ง 2 สภาได้ยาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,259 วันที่ 7 - 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






