
‘อันเดอร์ อาร์เมอร์’ แก้เกมรับศึกตลาดรองเท้าแบรนด์กีฬา
ในตลาดสปอร์ตแวร์ทั่วโลก สองยักษ์ใหญ่แห่งสินค้ากีฬาอย่างอาดิดาส (Adidas) และไนกี้ (Nike) ต่างผลัดกันช่วงชิงความเป็นผู้นำของตลาดมาโดยตลอด เช่นเดียวกับอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากสหรัฐฯ ที่ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้มาแรงมากเหมือนกัน แต่ตอนนี้อาจต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ หลังจากไตรมาสแรกของปีนี้ขาดทุนราว 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8 แสนล้านบาท) เป็นการขาดทุนครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงของ 2 แบรนด์ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งสินค้ากีฬา ทำให้การเติบโตของอันเดอร์ อาร์เมอร์ชะลอตัวลง ประกอบกับความต้องการของลูกค้าที่ลดลง แม้ในปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นปีที่สดใสของอันเดอร์ อาร์เมอร์ โดยบริษัทไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับนักกีฬาเบอร์ต้นๆ ของแต่ละประเภท เช่น การปล่อยรองเท้าบาสเก็ตบอลคอลเลคชั่นของ สตีเฟน เคอร์รี่ นักบาสเก็ตบอลชื่อดังจากทีมโกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส รุ่นอันเดอร์ อาร์เมอร์ เคอร์รี่ 3 (Under Armour Curry3) ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการออกแบบและเทคโนโลยีสุดล้ำ ทำให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มให้ความสนใจน้อยลง
ยอดขายรองเท้ากีฬาในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ยอดขายเติบโตถึง 64% แสดงให้เห็นว่าความนิยมในรองเท้ากีฬาแบรนด์นี้เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจาก เอ็นพีดี กรุ๊ป (NPD Group) บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ระบุว่า อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาได้เปลี่ยนไปสู่รองเท้าแบบไลฟ์สไตล์และเรโทรมากขึ้น ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่อันเดอร์ อาร์เมอร์ มีข้อจำกัด
การออกแบบสินค้าที่เน้นไปเรื่องกีฬาเป็นหลักของอันเดอร์ อาร์เมอร์นั้น ทำให้เกาะกระแสได้แค่กลุ่มคนรักสุขภาพ ขณะที่คู่แข่งอย่างอาดิดาสและไนกี้ต่างพัฒนาสินค้าเทรนด์ไลฟ์สไตล์ออกมาจนติดตลาดแฟชั่น อย่างเช่น รองเท้ารุ่น ไนกี้ แอร์ ฟอร์ซ วัน (Nike Air Force One) หรืออาดิดาส สแตนสมิธ (Adidas Stan Smith) ที่กำลังมาแรงในสหรัฐฯ อยู่ในเวลานี้ รองเท้ากีฬาเหล่านี้สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์จับคู่กับเสื้อผ้าแฟชั่นได้ ส่วนใหญ่สวมใส่โดยบรรดาแฟชั่นไอคอน เซเลบริตี้ และเห็นได้ตามปกนิตยสารต่างๆ
แม้นายเควิน แพลงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ยังเชื่อในความเป็นกีฬาและนวัตกรรม แต่หลังจากนี้ทางแบรนด์ยืนยันว่าจะส่งสินค้าที่เป็นแฟชั่นออกมามากขึ้น เพื่อรับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนให้ได้ ซึ่งหากนึกย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แพลงค์ได้เคยกล่าวว่าเป้าหมายของเขาคือการที่แบรนด์อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1ในรองเท้ากีฬา
[caption id="attachment_145527" align="aligncenter" width="503"]
‘อันเดอร์ อาร์เมอร์’ แก้เกมรับศึกตลาดรองเท้าแบรนด์กีฬา[/caption]
นอกจากนี้ประเด็นที่ถูกหยิบยกพูดกันมาอย่างต่อเนื่องคือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบรนด์นี้ดันไปให้การสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ เล่นเอาภาพลักษณ์แบรนด์ที่สั่งสมเรื่องความเท่ลดไปตามกัน โดยเฉพาะในสายตาวันรุ่นอเมริกัน อย่างไรก็ดี นายแพลงค์ยังคงย้ำชัดว่า หากเขาไม่เจ๋งจริง ก็ไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ และในปีนี้ต้องดีกว่าเดิมแน่นอน
ดังนั้นเมื่อตลาดอเมริกาที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์อันเดอร์ อาร์เมอร์เริ่มมีปัญหา การไปบุกตลาดใหม่ๆ จึงจำเป็น โดยเฉพาะตลาดยุโรป และเอเชีย โดยยุโรปนั้นสามารถเห็นได้ชัดในวงการกอล์ฟ และฟุตบอล ซึ่งล่าสุดทางแบรนด์ก็เตรียมเจรจากับเรอัลมาดริด (Real Madrid) ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของสเปน เพื่อเข้าไปสปอนเซอร์ชุดแข่งแทนที่อาดิดาสที่ทำมาตั้งแต่ปี 2542 อีกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงของ 2 แบรนด์ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งสินค้ากีฬา ทำให้การเติบโตของอันเดอร์ อาร์เมอร์ชะลอตัวลง ประกอบกับความต้องการของลูกค้าที่ลดลง แม้ในปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นปีที่สดใสของอันเดอร์ อาร์เมอร์ โดยบริษัทไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับนักกีฬาเบอร์ต้นๆ ของแต่ละประเภท เช่น การปล่อยรองเท้าบาสเก็ตบอลคอลเลคชั่นของ สตีเฟน เคอร์รี่ นักบาสเก็ตบอลชื่อดังจากทีมโกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส รุ่นอันเดอร์ อาร์เมอร์ เคอร์รี่ 3 (Under Armour Curry3) ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการออกแบบและเทคโนโลยีสุดล้ำ ทำให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มให้ความสนใจน้อยลง
ยอดขายรองเท้ากีฬาในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ยอดขายเติบโตถึง 64% แสดงให้เห็นว่าความนิยมในรองเท้ากีฬาแบรนด์นี้เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจาก เอ็นพีดี กรุ๊ป (NPD Group) บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ระบุว่า อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาได้เปลี่ยนไปสู่รองเท้าแบบไลฟ์สไตล์และเรโทรมากขึ้น ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่อันเดอร์ อาร์เมอร์ มีข้อจำกัด
การออกแบบสินค้าที่เน้นไปเรื่องกีฬาเป็นหลักของอันเดอร์ อาร์เมอร์นั้น ทำให้เกาะกระแสได้แค่กลุ่มคนรักสุขภาพ ขณะที่คู่แข่งอย่างอาดิดาสและไนกี้ต่างพัฒนาสินค้าเทรนด์ไลฟ์สไตล์ออกมาจนติดตลาดแฟชั่น อย่างเช่น รองเท้ารุ่น ไนกี้ แอร์ ฟอร์ซ วัน (Nike Air Force One) หรืออาดิดาส สแตนสมิธ (Adidas Stan Smith) ที่กำลังมาแรงในสหรัฐฯ อยู่ในเวลานี้ รองเท้ากีฬาเหล่านี้สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์จับคู่กับเสื้อผ้าแฟชั่นได้ ส่วนใหญ่สวมใส่โดยบรรดาแฟชั่นไอคอน เซเลบริตี้ และเห็นได้ตามปกนิตยสารต่างๆ
แม้นายเควิน แพลงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ยังเชื่อในความเป็นกีฬาและนวัตกรรม แต่หลังจากนี้ทางแบรนด์ยืนยันว่าจะส่งสินค้าที่เป็นแฟชั่นออกมามากขึ้น เพื่อรับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนให้ได้ ซึ่งหากนึกย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แพลงค์ได้เคยกล่าวว่าเป้าหมายของเขาคือการที่แบรนด์อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1ในรองเท้ากีฬา
[caption id="attachment_145527" align="aligncenter" width="503"]
นอกจากนี้ประเด็นที่ถูกหยิบยกพูดกันมาอย่างต่อเนื่องคือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบรนด์นี้ดันไปให้การสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ เล่นเอาภาพลักษณ์แบรนด์ที่สั่งสมเรื่องความเท่ลดไปตามกัน โดยเฉพาะในสายตาวันรุ่นอเมริกัน อย่างไรก็ดี นายแพลงค์ยังคงย้ำชัดว่า หากเขาไม่เจ๋งจริง ก็ไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ และในปีนี้ต้องดีกว่าเดิมแน่นอน
ดังนั้นเมื่อตลาดอเมริกาที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์อันเดอร์ อาร์เมอร์เริ่มมีปัญหา การไปบุกตลาดใหม่ๆ จึงจำเป็น โดยเฉพาะตลาดยุโรป และเอเชีย โดยยุโรปนั้นสามารถเห็นได้ชัดในวงการกอล์ฟ และฟุตบอล ซึ่งล่าสุดทางแบรนด์ก็เตรียมเจรจากับเรอัลมาดริด (Real Madrid) ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของสเปน เพื่อเข้าไปสปอนเซอร์ชุดแข่งแทนที่อาดิดาสที่ทำมาตั้งแต่ปี 2542 อีกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






