
สหรัฐฯชะลอรื้อเจรจานาฟต้า ละตินอเมริกาลุ้นโอกาสต่อรองเงื่อนไขใหม่
สมาชิกข้อตกลงการค้าเสรีแห่งอเมริกาเหนือ หรือ นาฟต้า ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แต่เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศจะทบทวนและรื้อข้อตกลงนาฟต้ามาเจรจาใหม่ซึ่งหากไม่ได้ดังใจก็ขู่จะยกเลิกนาฟต้า เรื่องนี้กลับทำให้หลายประเทศในละตินอเมริกาต้องร้อนๆหนาวๆไปด้วย
เพราะข้อตกลงนาฟต้านั้นเป็นเสมือนต้นแบบของข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่สหรัฐฯทำไว้กับอีกหลายประเทศในละตินอเมริกา ปัจจุบัน สหรัฐฯมีข้อตกลงเอฟทีเอ 14 ฉบับกับคู่ค้า 20 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้ 11 ประเทศอยู่ในแถบละตินอเมริกา มีทั้งที่เป็นเอฟทีเอแบบทวิภาคี เช่นที่ทำกับประเทศโคลอมเบีย ชิลี และเปรู และแบบพหุภาคี เช่น ข้อตกลงคาฟต้า (CAFTA) ที่สหรัฐฯทำกับกลุ่มประเทศในอเมริกากลาง แต่ข้อตกลงนาฟต้านั้น นอกจากจะมาก่อนแล้วยังครอบคลุมรายละเอียดต่างๆอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการค้าสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าภาคบริการ การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิผู้ใช้แรงงาน การแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
นายฮาเวียร์ ดิแอส โมลินา ประธานสมาคมการค้าระหว่างประเทศแห่งประเทศโคลอมเบีย ยอมรับว่า กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าสหรัฐฯจะจัดการกับเม็กซิโกอย่างไรบ้าง เพราะ "ยาอะไรก็ตามที่สหรัฐฯให้แก่เม็กซิโก พวกเราก็คงได้รับแบบนั้นด้วยเช่นกัน"
ยังเป็นข่าวดีอยู่บ้างที่ล่าสุดนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้เดินหน้าเจรจายุบข้อตกลงนาฟต้าเหมือนที่ขู่ไว้ หลังจากที่มีหลากหลายกลุ่มองค์กรธุรกิจของสหรัฐฯเองยื่นเรื่องทัดทาน นอกจากนี้ ผู้นำของแคนาดาและเม็กซิโกก็ยังขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯไคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี สหรัฐฯเองนั้นต้องการเงื่อนไขการเจรจาที่ดีที่สุดสำหรับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หากจุดไหนเห็นว่าทำให้สหรัฐฯเสียเปรียบก็ต้องนำมาเจรจากันใหม่ ประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอของสหรัฐฯในละตินอเมริกาเชื่อว่า อะไรก็ตามที่สหรัฐฯขอเปลี่ยนแปลงในนาฟต้า ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนั้นในเอฟทีเอของตนเองด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างกรณีของประเทศโคลอมเบีย ผู้ผลิตและส่งออกกาแฟรายใหญ่ของโลก ปัจจุบันโคลอมเบียเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 25 ของสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้า (สินค้า)ระหว่างกัน 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐฯยังได้ดุลการค้าโคลอมเบียอยู่ 2,400 ล้านดอลลาร์ แต่เพียงปีเดียวถัดมา สหรัฐฯก็กลับมาเป็นฝ่ายเสียดุลการค้าให้โคลอมเบีย 63 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่สินค้าส่งออกของโคลอมเบียเป็นสินค้าเกษตร และที่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกมายังสหรัฐฯ มีประมาณ 80 รายการ อาทิ กาแฟ ดอกไม้ตัดดอก กล้วย ขณะเดียวกันก็นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเช่นกัน ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ฯลฯ
ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯที่มีต่อโคลอมเบียถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับที่ขาดดุลกับเม็กซิโก (63,000 ล้านดอลลาร์) และจีน (347,000 ล้านดอลลาร์) แต่แนวทางการเจรจาเพื่อต่อรองให้สมประโยชน์ของสหรัฐฯ ก็คงไม่แตกต่างกันนัก
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวโทษว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ที่ถูกโน้มน้าวโดยเม็กซิโกให้ไปทำข้อตกลงเอฟทีเอที่ทำให้สหรัฐฯต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ การประกาศรื้อฟื้นเงื่อนไขข้อตกลงนาฟต้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นเพียงปฐมบทเท่านั้น เพราะเขาประกาศแล้วว่าจะนำข้อตกลงเอฟทีเอที่ทำไว้แล้วมาทบทวนและเจรจาใหม่ทั้ง 14 ฉบับ
แกรี่ โคห์น หัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทำเนียบขาว เคยกล่าวออกสื่อเมื่อเร็วๆนี้ว่า ทุกๆประเทศตระหนักรับรู้ไว้ได้เลย เพราะสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะสื่อออกมานั้นชัดเจนมาก ว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องรักษาสิทธิ์ให้กับแรงงานอเมริกัน ครอบครัวอเมริกัน ธุรกิจและตำแหน่งงานของคนอเมริกัน เพราะฉะนั้น ถ้าสหรัฐฯรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้าแม้จะทำข้อตกลงกันไว้แล้วในอดีต เขาก็จะรื้อฟื้นมันขึ้นมาแก้ไข
เอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำสหรัฐฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากสหรัฐฯในเรื่องการเจรจาเพื่อทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอ แต่หากการเจรจาจะเกิดขึ้น ฝ่ายโคลอมเบียก็พร้อมและเปิดกว้างสำหรับการเปลี่ยนแปลง เพราะโคลอมเบียก็อยากให้สหรัฐฯเปิดรับสินค้าจากโคลอมเบียมากขึ้นเช่นกัน เพราะที่ผ่านมา ถึงจะมีข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างกัน แต่สินค้าบางชนิดก็ยังมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อาทิ อะโวคาโดบางชนิดที่มีการเพาะปลูกในเม็กซิโกมากด้วยเช่นกัน
นักวิเคราะห์มองว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการเจรจา เพราะทรัมป์เองชัดเจนว่าต้องการการเจรจาแบบทวิภาคีและเงื่อนไขที่สหรัฐฯไม่เสียเปรียบ ถ้าหากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ สามารถมองหาเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ก็อาจจะพบว่าการรื้อฟื้นเจรจาก็เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ต่อรองในเรื่องที่ยังไม่ได้รับเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
เพราะข้อตกลงนาฟต้านั้นเป็นเสมือนต้นแบบของข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่สหรัฐฯทำไว้กับอีกหลายประเทศในละตินอเมริกา ปัจจุบัน สหรัฐฯมีข้อตกลงเอฟทีเอ 14 ฉบับกับคู่ค้า 20 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้ 11 ประเทศอยู่ในแถบละตินอเมริกา มีทั้งที่เป็นเอฟทีเอแบบทวิภาคี เช่นที่ทำกับประเทศโคลอมเบีย ชิลี และเปรู และแบบพหุภาคี เช่น ข้อตกลงคาฟต้า (CAFTA) ที่สหรัฐฯทำกับกลุ่มประเทศในอเมริกากลาง แต่ข้อตกลงนาฟต้านั้น นอกจากจะมาก่อนแล้วยังครอบคลุมรายละเอียดต่างๆอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการค้าสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าภาคบริการ การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิผู้ใช้แรงงาน การแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
นายฮาเวียร์ ดิแอส โมลินา ประธานสมาคมการค้าระหว่างประเทศแห่งประเทศโคลอมเบีย ยอมรับว่า กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าสหรัฐฯจะจัดการกับเม็กซิโกอย่างไรบ้าง เพราะ "ยาอะไรก็ตามที่สหรัฐฯให้แก่เม็กซิโก พวกเราก็คงได้รับแบบนั้นด้วยเช่นกัน"
ยังเป็นข่าวดีอยู่บ้างที่ล่าสุดนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้เดินหน้าเจรจายุบข้อตกลงนาฟต้าเหมือนที่ขู่ไว้ หลังจากที่มีหลากหลายกลุ่มองค์กรธุรกิจของสหรัฐฯเองยื่นเรื่องทัดทาน นอกจากนี้ ผู้นำของแคนาดาและเม็กซิโกก็ยังขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯไคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี สหรัฐฯเองนั้นต้องการเงื่อนไขการเจรจาที่ดีที่สุดสำหรับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หากจุดไหนเห็นว่าทำให้สหรัฐฯเสียเปรียบก็ต้องนำมาเจรจากันใหม่ ประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอของสหรัฐฯในละตินอเมริกาเชื่อว่า อะไรก็ตามที่สหรัฐฯขอเปลี่ยนแปลงในนาฟต้า ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนั้นในเอฟทีเอของตนเองด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างกรณีของประเทศโคลอมเบีย ผู้ผลิตและส่งออกกาแฟรายใหญ่ของโลก ปัจจุบันโคลอมเบียเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 25 ของสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้า (สินค้า)ระหว่างกัน 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐฯยังได้ดุลการค้าโคลอมเบียอยู่ 2,400 ล้านดอลลาร์ แต่เพียงปีเดียวถัดมา สหรัฐฯก็กลับมาเป็นฝ่ายเสียดุลการค้าให้โคลอมเบีย 63 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่สินค้าส่งออกของโคลอมเบียเป็นสินค้าเกษตร และที่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกมายังสหรัฐฯ มีประมาณ 80 รายการ อาทิ กาแฟ ดอกไม้ตัดดอก กล้วย ขณะเดียวกันก็นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเช่นกัน ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ฯลฯ
ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯที่มีต่อโคลอมเบียถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับที่ขาดดุลกับเม็กซิโก (63,000 ล้านดอลลาร์) และจีน (347,000 ล้านดอลลาร์) แต่แนวทางการเจรจาเพื่อต่อรองให้สมประโยชน์ของสหรัฐฯ ก็คงไม่แตกต่างกันนัก
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวโทษว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ที่ถูกโน้มน้าวโดยเม็กซิโกให้ไปทำข้อตกลงเอฟทีเอที่ทำให้สหรัฐฯต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ การประกาศรื้อฟื้นเงื่อนไขข้อตกลงนาฟต้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นเพียงปฐมบทเท่านั้น เพราะเขาประกาศแล้วว่าจะนำข้อตกลงเอฟทีเอที่ทำไว้แล้วมาทบทวนและเจรจาใหม่ทั้ง 14 ฉบับ
แกรี่ โคห์น หัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทำเนียบขาว เคยกล่าวออกสื่อเมื่อเร็วๆนี้ว่า ทุกๆประเทศตระหนักรับรู้ไว้ได้เลย เพราะสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะสื่อออกมานั้นชัดเจนมาก ว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องรักษาสิทธิ์ให้กับแรงงานอเมริกัน ครอบครัวอเมริกัน ธุรกิจและตำแหน่งงานของคนอเมริกัน เพราะฉะนั้น ถ้าสหรัฐฯรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้าแม้จะทำข้อตกลงกันไว้แล้วในอดีต เขาก็จะรื้อฟื้นมันขึ้นมาแก้ไข
เอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำสหรัฐฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากสหรัฐฯในเรื่องการเจรจาเพื่อทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอ แต่หากการเจรจาจะเกิดขึ้น ฝ่ายโคลอมเบียก็พร้อมและเปิดกว้างสำหรับการเปลี่ยนแปลง เพราะโคลอมเบียก็อยากให้สหรัฐฯเปิดรับสินค้าจากโคลอมเบียมากขึ้นเช่นกัน เพราะที่ผ่านมา ถึงจะมีข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างกัน แต่สินค้าบางชนิดก็ยังมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อาทิ อะโวคาโดบางชนิดที่มีการเพาะปลูกในเม็กซิโกมากด้วยเช่นกัน
นักวิเคราะห์มองว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการเจรจา เพราะทรัมป์เองชัดเจนว่าต้องการการเจรจาแบบทวิภาคีและเงื่อนไขที่สหรัฐฯไม่เสียเปรียบ ถ้าหากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ สามารถมองหาเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ก็อาจจะพบว่าการรื้อฟื้นเจรจาก็เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ต่อรองในเรื่องที่ยังไม่ได้รับเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






