
‘เคเคอาร์’ซื้อหุ้นหม่าซันฯ
ยักษ์กองทุนจากสหรัฐอเมริกา ดอดซื้อหุ้น บริษัท หม่าซันนูทรี-ไซแอนซ์ฯ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อรายใหญ่ของเวียดนามหลังจากซื้อหุ้นผู้ผลิตนํ้าปลาอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกันไปแล้ว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เคเคอาร์ (Kohlberg Kravis Roberts-KKR) กองทุนเพื่อการลงทุนเอกชนรายใหญ่ของโลกมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ประกาศซื้อหุ้นบริษัท หม่าซันกรุ๊ปฯ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารและค้าปลีกใหญ่ของเวียดนามูลค่ารวม 250 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 8,750 ล้านบาท) โดยแยกเป็นบริษัทแม่ 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,500 ล้านบาท) และหุ้น 7.5% ของบริษัทหม่าซันนูทรี-ไซแอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 5,250 ล้านบาท)
ทุนจาก เคเคอาร์ จะทำให้บริษัทหม่าซันฯ สามารถแข่งขันในตลาดเนื้อสัตว์มูลค่า 18,000ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 630,000ล้านบาท) ของประเทศได้มากขึ้นและทำให้เคเคอาร์ เพิ่มบทบาทในกลุ่มหม่าซัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตนํ้าปลารายใหญ่ของเวียดนาม มากขึ้น โดย เคเคอาร์ ได้ลงทุนในบริษัทในเครือของหม่าซันไปแล้วรวม 359 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ12,565 ล้านบาท) ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
นายหมิง ลู่ (Ming Lu) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์เอกชนในเอเชียของเคเคอาร์แถลงเป็นเอกสารว่า “บริษัทผู้ผลิตเครื่องปรุงรสแห่งนี้ ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีหลากหลายสินค้า กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ เราจึงต้องการสนับสนุนให้หม่าซันเดินหน้าเติบโตไปตามแผน”
บลูมเบิร์กระบุว่า เคเคอาร์ สนใจกิจการที่ทำธุรกิจตลาดเนื้อสัตว์ในเวียดนาม เนื่องจากผู้ผลิตและจัดจำหน่ายท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก หากเสริมกำลังบริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถครองตลาดเพิ่มได้ง่าย โดยบริษัทที่ครองตลาดใหญ่สุดขณะนี้มีสัดส่วนครองตลาดเพียง 1%
รายงานจากบริษัท ยูโรมอนิเตอร์ฯ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของยุโรป ระบุว่าในปี 2559ตลาดเนื้อสัตว์ในเวียดนามมีปริมาณ 3.1 ล้านตัน ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย
นายเหวียน ดัง กวาง (Nguyen Dang Quang) ประธานบริษัทหม่าซันกรุ๊ปฯ กล่าวว่า “ค่าอาหารและบริการทางการเงินมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายรวมของคนเวียดนาม 90 ล้านคน ดังนั้นบริษัทจึงตั้งเป้าขายสินค้าในราคาที่ถูกลงเพื่อช่วยชาวบ้านประหยัดรายจ่ายประจำวัน การลงทุนของเคเคอาร์จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น”
บลูมเบิร์ก ระบุว่านักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในบริษัทเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากประชากรเฉลี่ยอยู่ในช่วงเยาว์วัยและมีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ในขณะที่ นายแอนดี้โฮ (Andy Ho) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของบริษัทวีนาแคปิตอลกรุ๊ปฯกล่าวว่า “บริษัทข้ามชาติสนใจลงทุนในบริษัทเวียดนามไม่ใช่เพราะโอกาสในการเติบโตอย่างเดียว แต่เพราะบริษัทข้ามชาติมีต้นทุนของเงินทุนตํ่ากว่าจึงนิยมซื้อบริษัทที่มีอยู่แล้วแทนการตั้งบริษัทใหม่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เคเคอาร์ (Kohlberg Kravis Roberts-KKR) กองทุนเพื่อการลงทุนเอกชนรายใหญ่ของโลกมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ประกาศซื้อหุ้นบริษัท หม่าซันกรุ๊ปฯ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารและค้าปลีกใหญ่ของเวียดนามูลค่ารวม 250 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 8,750 ล้านบาท) โดยแยกเป็นบริษัทแม่ 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,500 ล้านบาท) และหุ้น 7.5% ของบริษัทหม่าซันนูทรี-ไซแอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 5,250 ล้านบาท)
ทุนจาก เคเคอาร์ จะทำให้บริษัทหม่าซันฯ สามารถแข่งขันในตลาดเนื้อสัตว์มูลค่า 18,000ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 630,000ล้านบาท) ของประเทศได้มากขึ้นและทำให้เคเคอาร์ เพิ่มบทบาทในกลุ่มหม่าซัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตนํ้าปลารายใหญ่ของเวียดนาม มากขึ้น โดย เคเคอาร์ ได้ลงทุนในบริษัทในเครือของหม่าซันไปแล้วรวม 359 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ12,565 ล้านบาท) ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
นายหมิง ลู่ (Ming Lu) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์เอกชนในเอเชียของเคเคอาร์แถลงเป็นเอกสารว่า “บริษัทผู้ผลิตเครื่องปรุงรสแห่งนี้ ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีหลากหลายสินค้า กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ เราจึงต้องการสนับสนุนให้หม่าซันเดินหน้าเติบโตไปตามแผน”
บลูมเบิร์กระบุว่า เคเคอาร์ สนใจกิจการที่ทำธุรกิจตลาดเนื้อสัตว์ในเวียดนาม เนื่องจากผู้ผลิตและจัดจำหน่ายท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก หากเสริมกำลังบริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถครองตลาดเพิ่มได้ง่าย โดยบริษัทที่ครองตลาดใหญ่สุดขณะนี้มีสัดส่วนครองตลาดเพียง 1%
รายงานจากบริษัท ยูโรมอนิเตอร์ฯ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของยุโรป ระบุว่าในปี 2559ตลาดเนื้อสัตว์ในเวียดนามมีปริมาณ 3.1 ล้านตัน ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย
นายเหวียน ดัง กวาง (Nguyen Dang Quang) ประธานบริษัทหม่าซันกรุ๊ปฯ กล่าวว่า “ค่าอาหารและบริการทางการเงินมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายรวมของคนเวียดนาม 90 ล้านคน ดังนั้นบริษัทจึงตั้งเป้าขายสินค้าในราคาที่ถูกลงเพื่อช่วยชาวบ้านประหยัดรายจ่ายประจำวัน การลงทุนของเคเคอาร์จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น”
บลูมเบิร์ก ระบุว่านักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในบริษัทเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากประชากรเฉลี่ยอยู่ในช่วงเยาว์วัยและมีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ในขณะที่ นายแอนดี้โฮ (Andy Ho) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของบริษัทวีนาแคปิตอลกรุ๊ปฯกล่าวว่า “บริษัทข้ามชาติสนใจลงทุนในบริษัทเวียดนามไม่ใช่เพราะโอกาสในการเติบโตอย่างเดียว แต่เพราะบริษัทข้ามชาติมีต้นทุนของเงินทุนตํ่ากว่าจึงนิยมซื้อบริษัทที่มีอยู่แล้วแทนการตั้งบริษัทใหม่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560






