
ปีทองหุ้นก่อสร้างอาเซียน รับอานิสงส์นโยบายรัฐบูมโครงสร้างพื้นฐาน
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียมาเลเซีย รวมทั้งไทย ที่ภาครัฐกำลังเร่งเดินหน้าโครงการทำให้หุ้นของบริษัทต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างพลอยได้รับอานิสงส์เป็นที่หมายตาของนักลงทุน
แคปปิตอล อีิโคโนมิคส์บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนและผู้บริหารกองทุน เปิดเผยว่าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน ก่อสร้างท่าเรือท่าอากาศยาน การก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ตลอดจนโรงผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งที่กำลังดำเนินโครงการและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่งผลให้กองทุนเพื่อการลงทุนในด้านนี้ รวมทั้งหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อมได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศฟิลิปปินส์และไทย ที่ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ นายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ประกาศใช้งบลงทุนเพื่อการนี้ 8ล้านล้านเปโซ หรือกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในระยะ6 ปีที่เขาดำรงตำแหน่ง ขณะที่ไทยเองก็มีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ที่เปิดช่องทางให้นักลงทุนได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนา
เฟรดเดอริโก โอคัมโปหัวหน้าฝ่ายการลงทุน บริษัท บีดีโอยูนิแบงก์ฯ ในกรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่าการลงทุนในหุ้นโครงการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดท่ามกลางบริบทที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น บริษัทของเขากำลังมีแผนจะออกเครื่องมือการลงทุนรูปแบบใหม่ๆสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเขามองว่าหลักทรัพย์และหุ้นกู้ในโครงการเหล่านี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก อาทิ หุ้นของบริษัท เมโทรแปซิฟิกฯ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของฟิลิปปินส์ “หุ้นบริษัทผู้ผลิตปูนซีเมนต์ก็น่าลงทุนอย่างมากเช่นกัน” ผู้บริหารของบีดีโอยูนิแบงก์กล่าว
สำหรับประเทศอินโดนีเซียนั้น แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างเกี่ยวกับดุลงบประมาณ แต่นักลงทุนก็เชื่อว่าสถานะทางการเมืองที่มั่นคงของประธานาธิบดีโจโควิโดโด จะทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว แนวโน้มดังกล่าวทำให้หุ้นของบริษัทด้านการก่อสร้าง ปูนซีเมนต์เหล็กกล้า รวมทั้งบริษัทผู้บริหารทางด่วน ได้รับอานิสงส์ไปทั่วหน้า ทั้งนี้ในปี 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนเพิ่มงบประมาณเพื่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศถึง 10%
ส่วนประเทศมาเลเซียบริษัท แอฟฟิน หวางอินเวสต์เมนต์ แบงก์ฯ ที่ปรึกษาด้านการลงทุนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า ปีนี้โอกาสทองเป็นของหุ้นบริษัทก่อสร้าง ทั้งนี้ระหว่างปี 2560-2561 คาดว่ามูลค่าการทำสัญญาประมูลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในมาเลเซียทั้งที่เป็นโครงการซึ่งกำลังเดินหน้าและโครงการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะอยู่ที่ประมาณ96,000 ล้านริงกิต หรือกว่า22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯสำหรับโครงการที่กำลังเป็นที่จับตามากที่สุดคือ การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจากเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ไปยังประเทศสิงคโปร์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560
แคปปิตอล อีิโคโนมิคส์บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนและผู้บริหารกองทุน เปิดเผยว่าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน ก่อสร้างท่าเรือท่าอากาศยาน การก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ตลอดจนโรงผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งที่กำลังดำเนินโครงการและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่งผลให้กองทุนเพื่อการลงทุนในด้านนี้ รวมทั้งหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อมได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศฟิลิปปินส์และไทย ที่ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ นายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ประกาศใช้งบลงทุนเพื่อการนี้ 8ล้านล้านเปโซ หรือกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในระยะ6 ปีที่เขาดำรงตำแหน่ง ขณะที่ไทยเองก็มีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ที่เปิดช่องทางให้นักลงทุนได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนา
เฟรดเดอริโก โอคัมโปหัวหน้าฝ่ายการลงทุน บริษัท บีดีโอยูนิแบงก์ฯ ในกรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่าการลงทุนในหุ้นโครงการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดท่ามกลางบริบทที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น บริษัทของเขากำลังมีแผนจะออกเครื่องมือการลงทุนรูปแบบใหม่ๆสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเขามองว่าหลักทรัพย์และหุ้นกู้ในโครงการเหล่านี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก อาทิ หุ้นของบริษัท เมโทรแปซิฟิกฯ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของฟิลิปปินส์ “หุ้นบริษัทผู้ผลิตปูนซีเมนต์ก็น่าลงทุนอย่างมากเช่นกัน” ผู้บริหารของบีดีโอยูนิแบงก์กล่าว
สำหรับประเทศอินโดนีเซียนั้น แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างเกี่ยวกับดุลงบประมาณ แต่นักลงทุนก็เชื่อว่าสถานะทางการเมืองที่มั่นคงของประธานาธิบดีโจโควิโดโด จะทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว แนวโน้มดังกล่าวทำให้หุ้นของบริษัทด้านการก่อสร้าง ปูนซีเมนต์เหล็กกล้า รวมทั้งบริษัทผู้บริหารทางด่วน ได้รับอานิสงส์ไปทั่วหน้า ทั้งนี้ในปี 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนเพิ่มงบประมาณเพื่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศถึง 10%
ส่วนประเทศมาเลเซียบริษัท แอฟฟิน หวางอินเวสต์เมนต์ แบงก์ฯ ที่ปรึกษาด้านการลงทุนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า ปีนี้โอกาสทองเป็นของหุ้นบริษัทก่อสร้าง ทั้งนี้ระหว่างปี 2560-2561 คาดว่ามูลค่าการทำสัญญาประมูลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในมาเลเซียทั้งที่เป็นโครงการซึ่งกำลังเดินหน้าและโครงการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะอยู่ที่ประมาณ96,000 ล้านริงกิต หรือกว่า22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯสำหรับโครงการที่กำลังเป็นที่จับตามากที่สุดคือ การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจากเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ไปยังประเทศสิงคโปร์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560






