
แกร็บเสริมทัพธุรกิจเพย์เมนต์ ทุ่มซื้อสตาร์ทอัพ ‘กูโด้’เดินหน้าขยายเครือข่ายในอินโดฯ
แกร็บ ประกาศเข้าซื้อกิจการของกูโด้ ฟินเทคสตาร์ตอัพสัญชาติอินโดนีเซีย เปิดฉากการเร่งเดินหน้าลงทุนในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมรุกพัฒนาระบบออนไลน์เพย์เมนต์ของตนเองต่อเนื่อง
แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งชั้นนำในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจผู้ให้บริการระบบชำระเงินผ่านมือถืออย่างเต็มตัว โดยการประกาศเข้าซื้อกิจการของกูโด้ (Kudo) ฟินเทคสตาร์ทอัพ ในอินโดนีเซีย แต่ทั้งนี้ตัวเลขมูลค่าการซื้อขายยังไม่เปิดเผย
แกร็บให้ความสำคัญอย่างมากกับซอฟท์แวร์จึงดึงเอากูโด้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อจัดการบริการชำระเงินแบบออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยีของกูโด้ ถือว่าได้เปรียบกว่าคู่แข่งหลายเจ้า เนื่องจากช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อของออนไลน์ที่ผูกกับร้านค้าออนไลน์และผู้ให้บริการอื่นๆ ใน 500 เมืองโดยไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีของธนาคารแต่อย่างใด
ทั้งนี้ แกร็บ บริษัทให้บริการแอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่สัญชาติสิงคโปร์ วางแผนที่จะเร่งขยายเครือข่ายของกูโด้ และอาศัยเครือข่ายดังกล่าวในการดึงผู้ขับขี่และผู้ใช้เข้ามาใช้บริการของแกร็บให้มากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีแผนมองหาลู่ทางขยายไปสู่บริการทางการเงินใหม่ๆ อาทิ ประกันภัยและสินเชื่อผู้บริโภค
แกร็บได้เปิดช่องทางการชำระค่าโดยสารผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตแทนการใช้เงินสด ที่ชื่อว่า แกร็บเพย์ (GrabPay) เมื่อปีก่อน เพื่อแข่งขันกับโก เจ็ค (Go-Jek) บริษัทผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างของอินโดนีเซีย ในการพัฒนาระบบกระเป๋าเงินดิจิตอลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกันแกร็บกล่าวว่าในอีก 4 ปี ข้างหน้า จะทุ่มเม็ดเงินจำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในการพัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ในอินโดนีเซียให้สามารถเข้าถึงประชากรเกือบ 260 ล้านคน
อินโดนีเซียเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแกร็บ โดยธุรกิจเรียกใช้บริการรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ของบริษัทเติบโตมากกว่า 600% ในปี 2559 ขณะเดียวกันสมาร์ทโฟนและอัตราการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์พกพากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเรียกบริการรถรับจ้างมีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน แกร็บได้สร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 3 แห่ง เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เป็น 6 แห่ง โดย 2 แห่งล่าสุดอยู่ที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย และโฮจิมินห์ซิตี้ ในประเทศเวียดนาม พร้อมกับเตรียมจ้างพนักงานใหม่ประมาณ 800 รายในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นกองกำลังเสริมให้กับศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้ง 6 แห่ง ซึ่งรวมถึงในสิงคโปร์ ปักกิ่ง ซีแอตเทิล และจาร์กาตา โดยในบังกาลอร์ แกร็บจะเพิ่มจำนวนวิศวกร 200 ราย ที่ดูแลในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาระบบการชำระเงินแบบออนไลน์ แกร็บเพย์ ขณะที่ศูนย์วิจัยในโฮจิมินห์จะเน้นไปที่การพัฒนาประสบการณ์การใช้แอพพลิเคชันแกร็บสำหรับผู้ใช้ในเวียดนาม
นางตัน โฮย หลิง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของแกร็บ เปิดเผยว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และบริษัทมองเห็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายในภูมิภาคที่พึ่งพาเทคโนโลยีโมบายเป็นหลัก ซึ่งการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มของแกร็บจะโฟกัสไปที่การเรียนรู้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน การวิเคราะห์ข้อมูล และประสบการณ์การใช้งานจากลูกค้า
ปัจจุบันแกร็บมีให้บริการอยู่ใน 36 เมืองหลักทั่วภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายผู้ขับขี่ 710,000 คน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ แกร็บได้ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ๆ อาทิ บริการทางเดียวกันไปด้วยกัน รวมไปถึงการจองที่นั่งล่วงหน้าบนรถชัทเทิลบัส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,250 วันที่ 6 - 8 เมษายน พ.ศ. 2560
แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งชั้นนำในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจผู้ให้บริการระบบชำระเงินผ่านมือถืออย่างเต็มตัว โดยการประกาศเข้าซื้อกิจการของกูโด้ (Kudo) ฟินเทคสตาร์ทอัพ ในอินโดนีเซีย แต่ทั้งนี้ตัวเลขมูลค่าการซื้อขายยังไม่เปิดเผย
แกร็บให้ความสำคัญอย่างมากกับซอฟท์แวร์จึงดึงเอากูโด้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อจัดการบริการชำระเงินแบบออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยีของกูโด้ ถือว่าได้เปรียบกว่าคู่แข่งหลายเจ้า เนื่องจากช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อของออนไลน์ที่ผูกกับร้านค้าออนไลน์และผู้ให้บริการอื่นๆ ใน 500 เมืองโดยไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีของธนาคารแต่อย่างใด
ทั้งนี้ แกร็บ บริษัทให้บริการแอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่สัญชาติสิงคโปร์ วางแผนที่จะเร่งขยายเครือข่ายของกูโด้ และอาศัยเครือข่ายดังกล่าวในการดึงผู้ขับขี่และผู้ใช้เข้ามาใช้บริการของแกร็บให้มากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีแผนมองหาลู่ทางขยายไปสู่บริการทางการเงินใหม่ๆ อาทิ ประกันภัยและสินเชื่อผู้บริโภค
แกร็บได้เปิดช่องทางการชำระค่าโดยสารผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตแทนการใช้เงินสด ที่ชื่อว่า แกร็บเพย์ (GrabPay) เมื่อปีก่อน เพื่อแข่งขันกับโก เจ็ค (Go-Jek) บริษัทผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างของอินโดนีเซีย ในการพัฒนาระบบกระเป๋าเงินดิจิตอลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ขณะเดียวกันแกร็บกล่าวว่าในอีก 4 ปี ข้างหน้า จะทุ่มเม็ดเงินจำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในการพัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ในอินโดนีเซียให้สามารถเข้าถึงประชากรเกือบ 260 ล้านคน
อินโดนีเซียเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแกร็บ โดยธุรกิจเรียกใช้บริการรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ของบริษัทเติบโตมากกว่า 600% ในปี 2559 ขณะเดียวกันสมาร์ทโฟนและอัตราการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์พกพากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเรียกบริการรถรับจ้างมีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน แกร็บได้สร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 3 แห่ง เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เป็น 6 แห่ง โดย 2 แห่งล่าสุดอยู่ที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย และโฮจิมินห์ซิตี้ ในประเทศเวียดนาม พร้อมกับเตรียมจ้างพนักงานใหม่ประมาณ 800 รายในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นกองกำลังเสริมให้กับศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้ง 6 แห่ง ซึ่งรวมถึงในสิงคโปร์ ปักกิ่ง ซีแอตเทิล และจาร์กาตา โดยในบังกาลอร์ แกร็บจะเพิ่มจำนวนวิศวกร 200 ราย ที่ดูแลในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาระบบการชำระเงินแบบออนไลน์ แกร็บเพย์ ขณะที่ศูนย์วิจัยในโฮจิมินห์จะเน้นไปที่การพัฒนาประสบการณ์การใช้แอพพลิเคชันแกร็บสำหรับผู้ใช้ในเวียดนาม
นางตัน โฮย หลิง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของแกร็บ เปิดเผยว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และบริษัทมองเห็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายในภูมิภาคที่พึ่งพาเทคโนโลยีโมบายเป็นหลัก ซึ่งการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มของแกร็บจะโฟกัสไปที่การเรียนรู้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน การวิเคราะห์ข้อมูล และประสบการณ์การใช้งานจากลูกค้า
ปัจจุบันแกร็บมีให้บริการอยู่ใน 36 เมืองหลักทั่วภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายผู้ขับขี่ 710,000 คน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ แกร็บได้ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ๆ อาทิ บริการทางเดียวกันไปด้วยกัน รวมไปถึงการจองที่นั่งล่วงหน้าบนรถชัทเทิลบัส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,250 วันที่ 6 - 8 เมษายน พ.ศ. 2560






