
บลูมเบิร์กชี้ไทยทุกข์น้อยสุด เวเนฯครองแชมป์2ปีซ้อน‘เงินเฟ้อ-ว่างงาน’พุ่ง
เวเนซุเอลาจ่อครองตำแหน่งประเทศเศรษฐกิจทุกข์ยากมากที่สุดติดต่อกันปีที่ 2 โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงถึง491.9% และอัตราว่างงาน 7.8% ขณะที่ไทยครองแชมป์มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ปี 2560 พบว่า จากการจัดอันดับประเทศที่มีความทุกข์ยาก จากทั้งหมด 65 ประเทศทั่วโลก เวเนซุเอลาครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ยากมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 ซึ่งเหตุมาจากรายได้จากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอาหารและยา รวมไปถึงอาชญากรรมที่รุนแรงภายในประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึงระดับ 491.9% และอัตราการว่างงาน 7.8% โดยเวเนซุเอลามีคะแนนอยู่ในดัชนีความทุกข์ยาก 499.7% นับเป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากมากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับปีที่ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 181% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.7% ตามมาด้วยอันดับ 2 ประเทศแอฟริกาใต้ที่ 32.2% และอันดับสามอาร์เจนตินา 30.9%
ดัชนีความทุกข์ยากที่ทำการสำรวจนั้น คำนวณจากอัตราเงินเฟ้อร่วมกับอัตราการว่างงานในประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดของชาร์ตจากทั้งหมด 65 ประเทศ ซึ่งนับได้เพียง 2.6% หมายความถึงมีความทุกข์ยากน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศอังกฤษ โปแลนด์ และ เม็กซิโก มีการเคลื่อนไหวอย่างน่าจับตามอง
ในปีนี้โปแลนด์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากเพิ่มขึ้น โดยไต่ขึ้นจากอันดับที่ 45 ในปี 2559 มาอยู่ในอันดับที่ 28 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการลดอัตราการว่างงานที่มั่นคงนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลให้ระดับของอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% ในเดือนมกราคม หลังจากเกิดภาวะเงินฝืดยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้อัตราการว่างงานจะลดลงก็ตาม
เช่นเดียวกับประเทศโรมาเนียเอสโตเนียลัตเวียและสโลวาเกีย ที่ดัชนีความทุกข์ยากปรับตัวสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น
ด้านเม็กซิโก ปีนี้ดัชนีความทุกข์ยากขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 31 จากเมื่อปีที่แล้วอยู่อันดับ 38 โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงถึง 5% จาก 2.8% ของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เกิดการยกเลิกอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของภาครัฐและค่าเงินเปโซของเม็กซิโกอ่อนค่าลง 11% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่นายโดนัลด์ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ เช่นเดียวกับดัชนีความทุกข์ยากของอังกฤษที่ถูกจัดอันดับให้สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรหรือเบร็กซิทส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง ทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น
อย่างไรก็ดี ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากน้อยลงมา ได้แก่ นอร์เวย์ เปรู และจีน ซึ่งในปีนี้นอร์เวย์ได้ปรับลดราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภค โดยนักเศรษฐศาสตร์มองว่าดัชนีที่น้อยลงนี้มาจากรายได้ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มาจัดสรรสวัสดิการให้กับประชากรในประเทศและอัตราเงินเฟ้อต่ำ ขณะที่อัตราการว่างอยู่ที่ ราว 4.8% ด้านเปรู นับว่ามีข่าวดีปนข่าวร้าย ซึ่งถึงแม้เศรษฐกิจจะสดใสมากขึ้นกว่าที่คาดไว้ในปี 2559 แต่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้แสดงความเห็นด้วยกับธนาคารกลางของเปรูมองเห็นการพัฒนาการลงทุนและการค้า
ด้านฮ่องกง ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ จีน เอกวาดอร์ และรัสเซีย ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ยากในระดับที่ต่ำลงสำหรับปีนี้ ส่วนสหรัฐฯ เป็น 1 ใน 20 ประเทศจากทั้งหมด 65 ประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ยากน้อยลง ถึงแม้ปัจจุบันจะสูงกว่าจีนเล็กน้อย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ปี 2560 พบว่า จากการจัดอันดับประเทศที่มีความทุกข์ยาก จากทั้งหมด 65 ประเทศทั่วโลก เวเนซุเอลาครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ยากมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 ซึ่งเหตุมาจากรายได้จากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอาหารและยา รวมไปถึงอาชญากรรมที่รุนแรงภายในประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึงระดับ 491.9% และอัตราการว่างงาน 7.8% โดยเวเนซุเอลามีคะแนนอยู่ในดัชนีความทุกข์ยาก 499.7% นับเป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากมากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับปีที่ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 181% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.7% ตามมาด้วยอันดับ 2 ประเทศแอฟริกาใต้ที่ 32.2% และอันดับสามอาร์เจนตินา 30.9%
ดัชนีความทุกข์ยากที่ทำการสำรวจนั้น คำนวณจากอัตราเงินเฟ้อร่วมกับอัตราการว่างงานในประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดของชาร์ตจากทั้งหมด 65 ประเทศ ซึ่งนับได้เพียง 2.6% หมายความถึงมีความทุกข์ยากน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศอังกฤษ โปแลนด์ และ เม็กซิโก มีการเคลื่อนไหวอย่างน่าจับตามอง
ในปีนี้โปแลนด์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากเพิ่มขึ้น โดยไต่ขึ้นจากอันดับที่ 45 ในปี 2559 มาอยู่ในอันดับที่ 28 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการลดอัตราการว่างงานที่มั่นคงนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลให้ระดับของอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% ในเดือนมกราคม หลังจากเกิดภาวะเงินฝืดยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้อัตราการว่างงานจะลดลงก็ตาม
เช่นเดียวกับประเทศโรมาเนียเอสโตเนียลัตเวียและสโลวาเกีย ที่ดัชนีความทุกข์ยากปรับตัวสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น
ด้านเม็กซิโก ปีนี้ดัชนีความทุกข์ยากขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 31 จากเมื่อปีที่แล้วอยู่อันดับ 38 โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงถึง 5% จาก 2.8% ของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เกิดการยกเลิกอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของภาครัฐและค่าเงินเปโซของเม็กซิโกอ่อนค่าลง 11% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่นายโดนัลด์ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ เช่นเดียวกับดัชนีความทุกข์ยากของอังกฤษที่ถูกจัดอันดับให้สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรหรือเบร็กซิทส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง ทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น
อย่างไรก็ดี ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากน้อยลงมา ได้แก่ นอร์เวย์ เปรู และจีน ซึ่งในปีนี้นอร์เวย์ได้ปรับลดราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภค โดยนักเศรษฐศาสตร์มองว่าดัชนีที่น้อยลงนี้มาจากรายได้ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มาจัดสรรสวัสดิการให้กับประชากรในประเทศและอัตราเงินเฟ้อต่ำ ขณะที่อัตราการว่างอยู่ที่ ราว 4.8% ด้านเปรู นับว่ามีข่าวดีปนข่าวร้าย ซึ่งถึงแม้เศรษฐกิจจะสดใสมากขึ้นกว่าที่คาดไว้ในปี 2559 แต่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้แสดงความเห็นด้วยกับธนาคารกลางของเปรูมองเห็นการพัฒนาการลงทุนและการค้า
ด้านฮ่องกง ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ จีน เอกวาดอร์ และรัสเซีย ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ยากในระดับที่ต่ำลงสำหรับปีนี้ ส่วนสหรัฐฯ เป็น 1 ใน 20 ประเทศจากทั้งหมด 65 ประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ยากน้อยลง ถึงแม้ปัจจุบันจะสูงกว่าจีนเล็กน้อย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560






