
ทุนไทยทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน ผุด'ศูนย์กระจายสินค้าไทย'ในแอฟริกา
เอ่ยชื่อแอฟริกา ดินแดนกาฬทวีป ผู้ประกอบการไทยอาจมองเป็นตลาดไกลตัวที่มีแต่ความยากลำบาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หากไม่นับรวมสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจค่อนข้างรุดหน้าไปแล้ว ประเทศอื่นๆของแอฟริกายังเป็นตลาดสดใหม่ที่รอคอยการบุกเบิก เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะแร่ธาตุและอัญมณี ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคมีสูงมาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังประสบปัญหาด้านสภาพคล่องเงินสดและระบบการเงินการธนาคารที่ยังไม่เชื่อมโยงกับระบบการค้าที่เป็นสากล ทำให้การจะเจาะเข้าตลาดให้ประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชำนาญในตลาดอย่างคนในพื้นที่
ศักยภาพของตลาดแอฟริกาท่ามกลางความท้าทายนานัปการทำให้กลุ่มนักลงทุนไทยกลุ่มหนึ่ง ในนาม “กลุ่มนักลงทุนไทยใน 7 ประเทศแอฟริกา” ซึ่งประกอบด้วยเคนยา ยูกันดา บุรุนดี รวันดา แทนซาเนีย คองโก และมาลาวี ดำริโครงการนำล่องเชิงรุกเข้าไปจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในนาม Thai DC (Thai Distribution Center) ใน 7 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกดังกล่าวข้างต้น เพื่อเป็นศูนย์จัดแสดงและกระจายสินค้าไทย ที่จะมุ่งเน้นทั้งสินค้าของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ตลอดจนสินค้าโอท็อปในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลากประเภท ทางกลุ่มยังมีแผนบริหารจัดการด้านโลจิสติกเพื่อประสิทธิภาพและความมั่นใจในด้านการขนส่ง โดยพร้อมใช้เงินลงทุนเบื้องต้นเพื่อการนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท
นายสุรพัฒน์ หมื่นศรีรัชต์ ผู้แทนกลุ่มนักลงทุนไทยใน 7 ประเทศแอฟริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและที่ปรึกษาโครงการลงทุนระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การจะนำสินค้าของเอสเอ็มอีไทยเจาะเข้าตลาดแอฟริกาตะวันออกที่มีข้อจำกัดในเรื่องระบบการเงินการธนาคาร จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญในพื้นที่และรูปแบบธุรกิจแบบพิเศษที่สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว “เรามองว่า ขณะที่การส่งออกของไทยแทบจะไม่มีการเติบโตเลยในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ตลาดแอฟริกาจะเป็นตลาดใหม่ที่เข้ามาชดเชยได้ เพราะเขามีความต้องการสินค้าอีกมาก หนึ่งในผู้นำกลุ่มของเราเข้าไปบุกเบิกพัฒนาธุรกิจเหมืองแร่ในประเทศรวันดาเป็นเวลานับสิบปีในนามบริษัท Sapphire Miners Cyanguguหรือเอสเอ็มซี จนมีสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้ผมมองเห็นถึงจุดเชื่อมต่อที่จะสามารถเชื่อมโยงการส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกา โดยนำธุรกิจสองอย่างนี้เข้ามารวมกันเพื่อเกิดมุมมองใหม่ในการทำการค้ากับแอฟริกา”
[caption id="attachment_132518" align="aligncenter" width="503"]
ทุนไทยทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน ผุด'ศูนย์กระจายสินค้าไทย'ในแอฟริกา[/caption]
ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้ระดมเงินทุน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน 7 ประเทศแอฟริกาตะวันออกดังกล่าวข้างต้นและบริหารจัดการด้านการขนส่งโดยจะมีสำนักงานใหญ่ของเอสเอ็มซี ในรวันดา เป็นผู้บริหารจัดการศูนย์ฯ พร้อมกันนี้จะมีการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าในไทย 950 ล้านบาทเพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการสินค้าที่จะส่งออกมายังแอฟริกา ดำเนินการโดยบริษัท รวันดา บลู ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้ สำหรับสินค้าไทยที่เป็นความต้องการของตลาดแอฟริกานั้น ครอบคลุมหลากประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าว น้ำตาล เสื้อผ้า ยาสระผม แชมพู สบู่ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้สำนักงาน ฯลฯ
นายสมคิด สดแก้ว กรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็มซี รวันดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เท่าที่ผ่านมาเคยมีความพยายามของผู้ประกอบการไทยเข้าไปเจาะตลาดแอฟริกาตะวันออก แต่ก็พบว่าหากไม่บริหารระบบโลจิสติกเองก็จะมีปัญหาในการขนส่งสินค้าเข้าสู่ตลาด “อีกอุปสรรคใหญ่คือ ประเทศแอฟริกายังยากจน มีปัญหาการเงิน เขาพยายามไม่ให้เรานำเงินออก ฉะนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนเป็นแร่ออกมา ซึ่งเรามีตลาดรับซื้ออยู่แล้ว ผมยกตัวอย่าง สินค้ามูลค่าแสนล้านเยอะนะ แต่พอเปลี่ยนเป็นแร่ ก็แค่หมื่นตันเอง เราขายสินค้าเอสเอ็มอีในตลาดแอฟริกา เราซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการในประเทศไทยเลย สินค้าที่เขาต้องการ แต่เราไม่ต้องนำเงินออกมา เอาไปเปลี่ยนเป็นสินแร่ เช่น แร่ควอตช์ที่ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ หรือแทนทาลัม นี่คือรูปแบบที่เป็นไปได้และเหมาะสม หลายคนอยากไปตลาดแอฟริกาแต่ศักยภาพไม่ถึง ถ้าเราไม่แลกแบบนี้ ไม่มีทางไปได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย”
อย่างไรก็ตาม สุรพัฒน์กล่าวว่าการบุกเบิกตลาดใหม่ซึ่งเป็นตลาดทดแทนการส่งออกอย่างแอฟริกา แม้เอกชนจะมีความเชี่ยวชำนาญแต่ก็ยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งทางกลุ่มเองก่อนหน้านี้ ก็ได้ทำเรื่องเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นลำดับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา เพื่อขอรับความสนับสนุนเป็นพิเศษจากภาครัฐซึ่งก็ได้รับหนังสือตอบรับมาแล้วเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เรื่องได้มาถึงสำนักนายกฯแล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นที่คาดหมายว่าจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560
ศักยภาพของตลาดแอฟริกาท่ามกลางความท้าทายนานัปการทำให้กลุ่มนักลงทุนไทยกลุ่มหนึ่ง ในนาม “กลุ่มนักลงทุนไทยใน 7 ประเทศแอฟริกา” ซึ่งประกอบด้วยเคนยา ยูกันดา บุรุนดี รวันดา แทนซาเนีย คองโก และมาลาวี ดำริโครงการนำล่องเชิงรุกเข้าไปจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในนาม Thai DC (Thai Distribution Center) ใน 7 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกดังกล่าวข้างต้น เพื่อเป็นศูนย์จัดแสดงและกระจายสินค้าไทย ที่จะมุ่งเน้นทั้งสินค้าของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ตลอดจนสินค้าโอท็อปในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลากประเภท ทางกลุ่มยังมีแผนบริหารจัดการด้านโลจิสติกเพื่อประสิทธิภาพและความมั่นใจในด้านการขนส่ง โดยพร้อมใช้เงินลงทุนเบื้องต้นเพื่อการนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท
นายสุรพัฒน์ หมื่นศรีรัชต์ ผู้แทนกลุ่มนักลงทุนไทยใน 7 ประเทศแอฟริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและที่ปรึกษาโครงการลงทุนระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การจะนำสินค้าของเอสเอ็มอีไทยเจาะเข้าตลาดแอฟริกาตะวันออกที่มีข้อจำกัดในเรื่องระบบการเงินการธนาคาร จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญในพื้นที่และรูปแบบธุรกิจแบบพิเศษที่สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว “เรามองว่า ขณะที่การส่งออกของไทยแทบจะไม่มีการเติบโตเลยในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ตลาดแอฟริกาจะเป็นตลาดใหม่ที่เข้ามาชดเชยได้ เพราะเขามีความต้องการสินค้าอีกมาก หนึ่งในผู้นำกลุ่มของเราเข้าไปบุกเบิกพัฒนาธุรกิจเหมืองแร่ในประเทศรวันดาเป็นเวลานับสิบปีในนามบริษัท Sapphire Miners Cyanguguหรือเอสเอ็มซี จนมีสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้ผมมองเห็นถึงจุดเชื่อมต่อที่จะสามารถเชื่อมโยงการส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกา โดยนำธุรกิจสองอย่างนี้เข้ามารวมกันเพื่อเกิดมุมมองใหม่ในการทำการค้ากับแอฟริกา”
[caption id="attachment_132518" align="aligncenter" width="503"]
ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้ระดมเงินทุน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน 7 ประเทศแอฟริกาตะวันออกดังกล่าวข้างต้นและบริหารจัดการด้านการขนส่งโดยจะมีสำนักงานใหญ่ของเอสเอ็มซี ในรวันดา เป็นผู้บริหารจัดการศูนย์ฯ พร้อมกันนี้จะมีการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าในไทย 950 ล้านบาทเพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการสินค้าที่จะส่งออกมายังแอฟริกา ดำเนินการโดยบริษัท รวันดา บลู ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้ สำหรับสินค้าไทยที่เป็นความต้องการของตลาดแอฟริกานั้น ครอบคลุมหลากประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าว น้ำตาล เสื้อผ้า ยาสระผม แชมพู สบู่ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้สำนักงาน ฯลฯ
นายสมคิด สดแก้ว กรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็มซี รวันดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เท่าที่ผ่านมาเคยมีความพยายามของผู้ประกอบการไทยเข้าไปเจาะตลาดแอฟริกาตะวันออก แต่ก็พบว่าหากไม่บริหารระบบโลจิสติกเองก็จะมีปัญหาในการขนส่งสินค้าเข้าสู่ตลาด “อีกอุปสรรคใหญ่คือ ประเทศแอฟริกายังยากจน มีปัญหาการเงิน เขาพยายามไม่ให้เรานำเงินออก ฉะนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนเป็นแร่ออกมา ซึ่งเรามีตลาดรับซื้ออยู่แล้ว ผมยกตัวอย่าง สินค้ามูลค่าแสนล้านเยอะนะ แต่พอเปลี่ยนเป็นแร่ ก็แค่หมื่นตันเอง เราขายสินค้าเอสเอ็มอีในตลาดแอฟริกา เราซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการในประเทศไทยเลย สินค้าที่เขาต้องการ แต่เราไม่ต้องนำเงินออกมา เอาไปเปลี่ยนเป็นสินแร่ เช่น แร่ควอตช์ที่ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ หรือแทนทาลัม นี่คือรูปแบบที่เป็นไปได้และเหมาะสม หลายคนอยากไปตลาดแอฟริกาแต่ศักยภาพไม่ถึง ถ้าเราไม่แลกแบบนี้ ไม่มีทางไปได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย”
อย่างไรก็ตาม สุรพัฒน์กล่าวว่าการบุกเบิกตลาดใหม่ซึ่งเป็นตลาดทดแทนการส่งออกอย่างแอฟริกา แม้เอกชนจะมีความเชี่ยวชำนาญแต่ก็ยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งทางกลุ่มเองก่อนหน้านี้ ก็ได้ทำเรื่องเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นลำดับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา เพื่อขอรับความสนับสนุนเป็นพิเศษจากภาครัฐซึ่งก็ได้รับหนังสือตอบรับมาแล้วเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เรื่องได้มาถึงสำนักนายกฯแล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นที่คาดหมายว่าจะได้รับข่าวดีในเร็ววันนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560






