thansettakij
thansettakij
ทรัมป์เล่นบทซีอีโอทีมเศรษฐกิจ จับเข่าดึงยักษ์ใหญ่ธุรกิจเป็นแนวร่วม

ทรัมป์เล่นบทซีอีโอทีมเศรษฐกิจ จับเข่าดึงยักษ์ใหญ่ธุรกิจเป็นแนวร่วม

22 ธ.ค. 59 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ธ.ค. 59 | 08:23 น.
วันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาใกล้เข้ามาทุกที ในช่วงเวลาแห่งการถ่ายโอนอำนาจและจัดตั้งทีมงานบริหารประเทศชุดใหม่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ชนะการเลือกตั้งที่ทำให้พรรครีพับลิกันได้กลับขึ้นมาเป็นฝ่ายบริหารอีกครั้งยิ่งดูจะไฟแรง เร่งสปีดเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน นอกจากจะทยอยเผยโฉมคณะทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ออกมาแล้วหลายตำแหน่ง ยังมีการนัดหารือบุคคลระดับคีย์แมนในอุตสาหกรรมหลักๆ มาซักซ้อมอุ่นเครื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศชัดตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้วว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา “ทรัมป์ ทาวเวอร์” ที่เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวของทีมงานว่าที่ประธานาธิบดี ได้เปิดห้องประชุมชั้น 25 ต้อนรับเหล่าผู้บริหารบริษัทแถวหน้าในแวดวงเทคโนโลยีมาให้ทรัมป์จับเข่าคุย

บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทรัมป์เน้นย้ำว่า รัฐบาลของเขาต้องการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกวิถีทาง ไม่มีการพูดถึงสิ่งที่ทรัมป์เคยขู่ไว้บนเวทีหาเสียง เช่นเรื่องที่ว่าแอปเปิลควรจะหันมากลับมาผลิตโทรศัพท์ไอโฟนในสหรัฐอเมริกาแทนที่จะเป็นประเทศจีน แต่เขาย้ำว่าบริษัทเอกชนควรจะมีบทบาทในการสร้างงานภายในประเทศ ซึ่งในกรณีบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำได้ด้วยการสร้างนวัตกรรมและคงการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไว้ภายในประเทศ ส่งเสริมอาชีวศึกษาผลิตบุคลากรสายอาชีพป้อนอุตสาหกรรมไฮเทคให้มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ ทรัมป์ได้รับความสนับสนุนจากบรรดาซีอีโอที่เข้าร่วมการหารือเป็นอย่างดี เจฟ บีซอส ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท อเมซอน ยักษ์ใหญ่เว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้ให้ผลดี เขาเห็นด้วยที่ว่านวัตกรรมเทคโนโลยีคือหนึ่งในเสาหลักที่จะสร้างงานให้กับชาวอเมริกันได้ทั่วประเทศ และจะเป็นการสร้างงานในทุกๆภาคอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมการเกษตร การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรืออุตสาหกรรมการผลิต

  หวั่นสัมพันธ์ร้าวทำทุนมะกันป่วน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับบริษัทอเมริกันก็คือ แผนการของทรัมป์ที่ประกาศไว้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งและมีการตอกย้ำผ่านทางทวิตเตอร์อีกหลังจากนั้นว่าเขาจะเรียกเก็บภาษี 35% สำหรับสินค้าที่บริษัทเอกชนอเมริกันนำเข้ามาจากโรงงานในประเทศจีน มาตรการดังกล่าวเสมือนดาบอาญาสิทธิ์ลงโทษบริษัทอเมริกันที่โยกย้ายหนีแรงงานราคาแพงในประเทศบ้านเกิดไปตั้งฐานการผลิตและสร้างซัพพลายเชนในจีนเป็นเวลาเนิ่นนานนับทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแอปเปิล ฟอร์ด ไนกี้ หรือรายอื่นๆ ต่างก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น

ผลศึกษาของบริษัทวิจัย โรเดียม กรุ๊ป ชี้ว่า การลงทุนโดยตรง (FDI) ของบริษัทสหรัฐฯในจีนระหว่างปี 1990-2015 มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 8.16 ล้านล้านบาทความสัมพันธ์ที่มีรอยบาดหมางจะสร้างความลำบากใจให้บริษัทอเมริกันในจีนเป็นอย่างมาก กล่าวกันว่าสิ่งที่บริษัทเหล่านี้รวมทั้งบริษัทเอกชนชาติอื่นๆในจีนกังวลใจถึงขั้นหวาดหวั่นคือ ท่ามกลางสัมพันธภาพที่ร้าวฉาน กลุ่มม็อบ(ชาวจีน) ที่แค้นเคืองอาจจะบุกล้อมและสร้างความเสียหายให้กับโรงงานผลิต ร้านค้าปลีก หรือโชว์รูมของบริษัท (เหมือนเมื่อครั้งที่จีนมีข้อพิพาทกับญี่ปุ่น) ถ้ามีการปลุกระดมนำประเด็นของไต้หวันมาเป็นเชื้อไฟจุดความรู้สึกต่อต้านอเมริกัน สถานการณ์วิกฤติเช่นนั้นก็คงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

นักวิเคราะห์ยังระบุด้วยว่า การกระตุกหนวดเสือดุอย่างจีน อาจจะไม่ให้ผลอย่างที่ทรัมป์คาดหมาย เพราะหากคิดว่าบริษัทอเมริกันจะโยกย้ายเงินทุนและผลกำไรกลับไปสร้างการจ้างงานในสหรัฐฯเหมือนอย่างที่ทรัมป์วาดฝันเอาไว้ในช่วงหาเสียง รัฐบาลจีนก็อาจไม่ปล่อยให้การโยกถอนทุนออกจากจีนเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากไม่ถูกควบคุมหรือจำกัดการโอนเงินสดออกนอกประเทศ ก็อาจถูกบีบให้ต้องขายสินทรัพย์ไว้ในจีนแบบขาดทุน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการแน่ๆ

หอการค้าอเมริกันในประเทศจีนให้ความเห็นว่า สิ่งที่ธุรกิจอเมริกันที่ลงทุนดำเนินกิจการอยู่ในเอเชียต้องการ ก็คือความชัดเจนแน่นอน และความมั่นคง แต่ท่าทีของทรัมป์ที่เปิดประเด็นร้อนกับรัฐบาลจีนแต่ละเรื่องในชั่วระยะไม่กี่สัปดาห์มานี้ โดยเฉพาะการรับโทรศัพท์คุยสายตรงกับไช่ อิง เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา และการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “จีนเดียว” ว่าน่าจะมีการทบทวนใหม่แล้วแต่ว่าจีนจะให้อะไรที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯได้บ้าง ซ้ำยังกล่าวหาจีนตั้งใจกดค่าเงินหยวนให้อ่อนกว่าความเป็นจริง เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯอย่างไม่เป็นธรรม สั่งสมแสนยานุภาพทางทหารในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ หรือแม้แต่ข้อกล่าวหาว่าจีนให้ท้ายเกาหลีเหนือในโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เหล่านี้นอกจากเป็นพฤติกรรมที่ไม่รับประกันความมั่นคงให้กับผู้ประกอบการแม้แต่น้อย แต่ยังช่วย “เรียกแขก” ทำให้บริษัทอเมริกันหวั่นๆว่าจะ “งานเข้า” เสียมากกว่า

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World