
นักลงทุนจับตาทิศทางนโยบายเฟด หลังคาดหมายขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์นี้
ตลาดทุนที่คึกคักหลังชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบกับปัจจัยหนุนเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นความท้าทายใหม่สำหรับทิศทางนโยบายต่อจากนี้ไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบปีในการประชุมสัปดาห์นี้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ว่าจะมีการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็นระดับ 0.5-0.75% ในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนจับตามอง คือท่าทีของเฟดที่จะบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนับต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางปัจจัยที่ไม่แน่นอนหลายประการ ตั้งแต่โอกาสที่จะมีการออกนโยบายลดภาษีและนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจะกดดันให้เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย
แนวโน้มของทิศทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่เจ้าหน้าที่เฟดเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งก่อนเมื่อเดือนกันยายน โดยในเวลานั้นเฟดปรับลดคาดการณ์การเติบโตและเงินเฟ้อสำหรับปีนี้ลง และประเมินว่าอัตราว่างงานจะขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือเพียง 4.6% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วขึ้นในไตรมาส 3
ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ มีความคึกคักนับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น และดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากความคาดหวังของนักลงทุนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะสูงขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทรัมป์
ขณะเดียวกัน ปัจจัยสนับสนุนเงินเฟ้อมีเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก บรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิต ต่อเนื่องมาถึงการบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตร่วมกับประเทศนอกกลุ่มโอเปกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงราคาผู้บริโภค
นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของเดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25% นับตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึงปลายปี 2560 นักเศรษฐศาสตร์บางรายให้เหตุผลว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้น ขณะที่บางรายกล่าวว่านโยบายภาษีและการใช้จ่ายของทรัมป์อาจจะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น หรือทรัมป์มีโอกาสเสนอชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดที่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับของเฟด รวมถึงนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ต่างให้ความเห็นในช่วงที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทรัมป์ และนโยบายของรัฐบาลใหม่จะส่งผลต่อนโยบายของเฟดอย่างไร
เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับใกล้เคียง 0% ที่คงไว้ตั้งแต่ปลายปี 2551 มาเป็น 0.25-0.50% พร้อมกับคาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ ประมาณ 4 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม เฟดยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเลยในปีนี้ เนื่องจากมีความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ
การประชุมของเฟดในสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้น เกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียวหลังจากที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ตัดสินใจยืดระยะเวลาของการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีออกไปจนถึงสิ้นปี 2560 นักวิเคราะห์กล่าวว่า ทิศทางนโยบายที่สวนทางระหว่างเฟดและธนาคารกลางในยุโรปและญี่ปุ่นน่าจะทำให้เฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในระดับที่สูงและรวดเร็วเกินไป ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากเกินไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,218 วันที่ 15-17 ธันวาคม 2559
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ว่าจะมีการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็นระดับ 0.5-0.75% ในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนจับตามอง คือท่าทีของเฟดที่จะบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนับต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางปัจจัยที่ไม่แน่นอนหลายประการ ตั้งแต่โอกาสที่จะมีการออกนโยบายลดภาษีและนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจะกดดันให้เฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย
แนวโน้มของทิศทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่เจ้าหน้าที่เฟดเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งก่อนเมื่อเดือนกันยายน โดยในเวลานั้นเฟดปรับลดคาดการณ์การเติบโตและเงินเฟ้อสำหรับปีนี้ลง และประเมินว่าอัตราว่างงานจะขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือเพียง 4.6% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2550 และเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วขึ้นในไตรมาส 3
ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ มีความคึกคักนับตั้งแต่ทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น และดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากความคาดหวังของนักลงทุนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะสูงขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทรัมป์
ขณะเดียวกัน ปัจจัยสนับสนุนเงินเฟ้อมีเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก บรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิต ต่อเนื่องมาถึงการบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตร่วมกับประเทศนอกกลุ่มโอเปกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงราคาผู้บริโภค
นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของเดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25% นับตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึงปลายปี 2560 นักเศรษฐศาสตร์บางรายให้เหตุผลว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้น ขณะที่บางรายกล่าวว่านโยบายภาษีและการใช้จ่ายของทรัมป์อาจจะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น หรือทรัมป์มีโอกาสเสนอชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดที่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับของเฟด รวมถึงนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ต่างให้ความเห็นในช่วงที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทรัมป์ และนโยบายของรัฐบาลใหม่จะส่งผลต่อนโยบายของเฟดอย่างไร
เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับใกล้เคียง 0% ที่คงไว้ตั้งแต่ปลายปี 2551 มาเป็น 0.25-0.50% พร้อมกับคาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ ประมาณ 4 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม เฟดยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเลยในปีนี้ เนื่องจากมีความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ
การประชุมของเฟดในสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้น เกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียวหลังจากที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ตัดสินใจยืดระยะเวลาของการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีออกไปจนถึงสิ้นปี 2560 นักวิเคราะห์กล่าวว่า ทิศทางนโยบายที่สวนทางระหว่างเฟดและธนาคารกลางในยุโรปและญี่ปุ่นน่าจะทำให้เฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในระดับที่สูงและรวดเร็วเกินไป ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากเกินไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,218 วันที่ 15-17 ธันวาคม 2559






