
RCEP เร่งสปีดบรรลุข้อตกลงปีหน้า เอดีบีย้ำการค้าโลกชะลอตัวต้องการแรงขับเคลื่อน
หลังจากที่สหรัฐอเมริกาภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะถอนตัวออกจากภาคีข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership : TPP) ความเคลื่อนไหวในฝั่งสมาชิก 16 ประเทศของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป(Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)ก็ได้รับการขับเคลื่อนมากขึ้นเพื่อให้เกิดการบรรลุข้อตกลงโดยเร็วที่สุด โดยมีการตอกย้ำประเด็นดังกล่าวในเวทีการประชุมระดับผู้นำของเอเปคที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ได้ออกมากระตุ้นเตือนอีกเสียงพร้อมแสดงความคาดหวังว่าอาร์เซ็ปน่าจะสรุปผลการเจรจาในปีหน้า (2560)
ในสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายพาณิชย์ของ 16 ประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป ซึ่งได้แก่ชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ + 6 ประเทศคู่เจรจาได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์มีกำหนดประชุมกันที่เมืองทังเกอรัง ประเทศอินโดนีเซีย (6-9 ธันวาคม) เพื่อเจรจาสร้างความคืบหน้าให้กับข้อตกลงการค้าเสรีของชาติสมาชิกที่เมื่อรวมขนาดเศรษฐกิจเข้าด้วยกันแล้วจะมีมูลค่าถึง 21.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 766 ล้านล้านบาท นายอิมาน พัมบาเกียว หัวหน้าคณะกรรมาธิการเจรจาการค้าอาร์เซ็ปของอินโดนีเซียซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เปิดเผยว่า ภารกิจใหญ่ที่สุดของการเจรจาคือการหาจุดสมดุลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศคู่ค้าของอาเซียนที่กลายมาเป็นประเทศคู่เจรจาโดยเฉพาะประเทศที่ไม่เคยมีข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียนมาก่อน ทำให้ทุกฝ่ายต้องพยายามยืดหยุ่น ผ่อนปรน เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับผลประโยชน์ที่คาดหวังและยังต้องคำนึงถึงประเด็นที่เป็นความอ่อนไหวของแต่ละประเทศอีกด้วย
ความคาดหวังเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ปเข้มข้นมากขึ้นหลังจากที่ข้อตกลงทีพีพีซึ่งริเริ่มและผลักดันโดยสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ส่อเค้าว่าจะพบจุดจบหลังจากที่นายโดนัลด์ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกาศจะถอนสหรัฐฯออกจากข้อตกลงทีพีพีทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าความชะงักงันของทีพีพีที่เคยได้รับความคาดหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญของสหรัฐฯในการเชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเข้ากับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะก่อให้เกิดสูญญากาศที่ควรจะได้รับการทดแทนอย่างทันทีทันใดโดยข้อตกลงอาร์เซ็ปที่มีอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มและมีจีนเป็นผู้ผลักดันรายสำคัญ
อินโดฯเจ้าภาพหนุนเต็มที่
“การที่ชาติสมาชิกจะให้สัตยาบันข้อตกลงทีพีพีมีความเป็นไปได้น้อยลงๆ ก่อให้เกิดสูญญากาศที่อาร์เซ็ปควรจะเข้าแทนที่โดยรีบสรุปผลการเจรจากันให้ได้โดยเร็วที่สุด เราคาดหวังว่าข้อตกลง(อาร์เซ็ป) น่าจะได้ผลสรุปในปี 2560” นายอาร์จัน โกสวามี นักเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษาทางเทคนิคฝ่ายงานวิจัยเศรษฐกิจและความร่วมมือระดับภูมิภาคของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ให้ความเห็น และยอมรับว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ยังเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน อาจจะทำให้บางประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดเสรีด้านการค้าและการลงทุนมากกว่าบางประเทศ ทำให้การเจรจาหาจุดสมดุลของผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดเสรีการค้าภาคบริการ แต่ก็เชื่อว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการเจรจาควรจะผลักดันให้ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเนื่องจากอาร์เซ็ปจะเป็นตลาดการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 30% ของจีดีพีโลก อีกทั้งปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น ต้องการแรงขับเคลื่อนจากข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมการค้า-การลงทุนและหนุนนำโดยทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจของโลกยุคปัจจุบัน
ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาร์เซ็ปในช่วงสัปดาห์นี้ ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน การค้าระหว่างประเทศก็กำลังอ่อนแรง “เห็นได้ชัดว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มการเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศตั้งแต่จีน อินเดีย รวมทั้งอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาการค้าทรัพยากรธรรมชาติ หัวจักรสำคัญทางเศรษฐกิจหรือการส่งออกที่อ่อนแรงลงคือความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่ง”
ตั้งเป้าเส้นชัยปี 2560
บางประเทศ เช่น จีน ถูกมองว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างมากจากข้อตกลงการค้าเสรีอาร์เซ็ป แต่เมื่อพิจารณาถึงโอกาสการขยายตัวของการค้าภายในภูมิภาคที่จะเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเห็นพ้องกันว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะผลักดันการเจรจาความตกลงอาร์เซ็ปที่เริ่มอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2556ให้สำเร็จลุล่วงโดยไว (อาร์เซ็ปเจรจามา 3 ปี ขณะที่ทีพีพีเจรจา 7 ปีกว่าจะตกลงกันได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559) “ผมเชื่อว่าตอนนี้ การเจรจาข้อตกลงอาร์เซ็ปอาจจะก้าวหน้าได้เร็วกว่าข้อตกลงอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นข้อตกลงการค้าเสรีไตรภาคีระหว่างจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” นายโตชิกิ ทาคาฮาชิ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศในกรุงโตเกียวให้ความเห็น และแสดงความเชื่อมั่นว่า ความคืบหน้าของอาร์เซ็ปยังจะเป็นตัวเร่งให้การเจรจาอื่นๆขยับตัวเร็วขึ้นอีกด้วย สอดคล้องกับทัศนะของนายคิม ยัง-มัน ผู้อำนวยการคณะทำงานด้านข้อตกลงการค้าเสรีเอเชียตะวันออกของกระทรวงการค้า ประเทศเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่คณะเจรจาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ปให้ได้ภายในปีหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 8 - 10 ธันวาคม 2559
ในสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายพาณิชย์ของ 16 ประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป ซึ่งได้แก่ชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ + 6 ประเทศคู่เจรจาได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์มีกำหนดประชุมกันที่เมืองทังเกอรัง ประเทศอินโดนีเซีย (6-9 ธันวาคม) เพื่อเจรจาสร้างความคืบหน้าให้กับข้อตกลงการค้าเสรีของชาติสมาชิกที่เมื่อรวมขนาดเศรษฐกิจเข้าด้วยกันแล้วจะมีมูลค่าถึง 21.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 766 ล้านล้านบาท นายอิมาน พัมบาเกียว หัวหน้าคณะกรรมาธิการเจรจาการค้าอาร์เซ็ปของอินโดนีเซียซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เปิดเผยว่า ภารกิจใหญ่ที่สุดของการเจรจาคือการหาจุดสมดุลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศคู่ค้าของอาเซียนที่กลายมาเป็นประเทศคู่เจรจาโดยเฉพาะประเทศที่ไม่เคยมีข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียนมาก่อน ทำให้ทุกฝ่ายต้องพยายามยืดหยุ่น ผ่อนปรน เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับผลประโยชน์ที่คาดหวังและยังต้องคำนึงถึงประเด็นที่เป็นความอ่อนไหวของแต่ละประเทศอีกด้วย
ความคาดหวังเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ปเข้มข้นมากขึ้นหลังจากที่ข้อตกลงทีพีพีซึ่งริเริ่มและผลักดันโดยสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ส่อเค้าว่าจะพบจุดจบหลังจากที่นายโดนัลด์ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกาศจะถอนสหรัฐฯออกจากข้อตกลงทีพีพีทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าความชะงักงันของทีพีพีที่เคยได้รับความคาดหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญของสหรัฐฯในการเชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเข้ากับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะก่อให้เกิดสูญญากาศที่ควรจะได้รับการทดแทนอย่างทันทีทันใดโดยข้อตกลงอาร์เซ็ปที่มีอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มและมีจีนเป็นผู้ผลักดันรายสำคัญ
อินโดฯเจ้าภาพหนุนเต็มที่
“การที่ชาติสมาชิกจะให้สัตยาบันข้อตกลงทีพีพีมีความเป็นไปได้น้อยลงๆ ก่อให้เกิดสูญญากาศที่อาร์เซ็ปควรจะเข้าแทนที่โดยรีบสรุปผลการเจรจากันให้ได้โดยเร็วที่สุด เราคาดหวังว่าข้อตกลง(อาร์เซ็ป) น่าจะได้ผลสรุปในปี 2560” นายอาร์จัน โกสวามี นักเศรษฐศาสตร์ ที่ปรึกษาทางเทคนิคฝ่ายงานวิจัยเศรษฐกิจและความร่วมมือระดับภูมิภาคของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ให้ความเห็น และยอมรับว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ยังเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน อาจจะทำให้บางประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดเสรีด้านการค้าและการลงทุนมากกว่าบางประเทศ ทำให้การเจรจาหาจุดสมดุลของผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดเสรีการค้าภาคบริการ แต่ก็เชื่อว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการเจรจาควรจะผลักดันให้ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเนื่องจากอาร์เซ็ปจะเป็นตลาดการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 30% ของจีดีพีโลก อีกทั้งปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น ต้องการแรงขับเคลื่อนจากข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมการค้า-การลงทุนและหนุนนำโดยทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจของโลกยุคปัจจุบัน
ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาร์เซ็ปในช่วงสัปดาห์นี้ ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน การค้าระหว่างประเทศก็กำลังอ่อนแรง “เห็นได้ชัดว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มการเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศตั้งแต่จีน อินเดีย รวมทั้งอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาการค้าทรัพยากรธรรมชาติ หัวจักรสำคัญทางเศรษฐกิจหรือการส่งออกที่อ่อนแรงลงคือความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่ง”
ตั้งเป้าเส้นชัยปี 2560
บางประเทศ เช่น จีน ถูกมองว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างมากจากข้อตกลงการค้าเสรีอาร์เซ็ป แต่เมื่อพิจารณาถึงโอกาสการขยายตัวของการค้าภายในภูมิภาคที่จะเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเห็นพ้องกันว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะผลักดันการเจรจาความตกลงอาร์เซ็ปที่เริ่มอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2556ให้สำเร็จลุล่วงโดยไว (อาร์เซ็ปเจรจามา 3 ปี ขณะที่ทีพีพีเจรจา 7 ปีกว่าจะตกลงกันได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559) “ผมเชื่อว่าตอนนี้ การเจรจาข้อตกลงอาร์เซ็ปอาจจะก้าวหน้าได้เร็วกว่าข้อตกลงอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นข้อตกลงการค้าเสรีไตรภาคีระหว่างจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” นายโตชิกิ ทาคาฮาชิ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศในกรุงโตเกียวให้ความเห็น และแสดงความเชื่อมั่นว่า ความคืบหน้าของอาร์เซ็ปยังจะเป็นตัวเร่งให้การเจรจาอื่นๆขยับตัวเร็วขึ้นอีกด้วย สอดคล้องกับทัศนะของนายคิม ยัง-มัน ผู้อำนวยการคณะทำงานด้านข้อตกลงการค้าเสรีเอเชียตะวันออกของกระทรวงการค้า ประเทศเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่คณะเจรจาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ปให้ได้ภายในปีหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 8 - 10 ธันวาคม 2559






