
หัวเว่ยส่ง‘เมท9’บุกสหรัฐฯ ชิงเค้กสมาร์ทโฟนไฮเอนด์-ท้าทายปั้นแบรนด์เข้าถึงตลาด
“หัวเว่ย” เตรียมส่งสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์วางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ชี้จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่อาจเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในตลาดสหรัฐฯ
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมของจีน มีแผนจะนำสมาร์ทโฟนแฟล็กชิพรุ่นล่าสุด เมท 9 (Mate 9) ออกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากนำออกมาเปิดตัวเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และเปิดจำหน่ายในช่วงแรกไปแล้วใน 12 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง
ขณะที่การวางจำหน่ายในสหรัฐฯ จะเป็นการวางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกออนไลน์ อาทิ อเมซอน เท่านั้น โดยจะไม่มีการวางจำหน่ายผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย
สมาร์ทโฟนแฟล็กชิพรุ่นล่าสุดของหัวเว่ยนับเป็นความพยายามของผู้ผลิตสัญชาติจีน ที่จะก้าวขึ้นมาแข่งขันกับแอปเปิลและซัมซุงในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนให้มากยิ่งขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาหัวเว่ยสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำของโลก ด้วยอานิสงส์ของการเติบโตที่รวดเร็วในตลาดจีน รวมถึงยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดหายไปในกลยุทธ์การขยายตลาดสมาร์ทโฟนโลกของหัวเว่ย
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย คานาลิส ระบุว่า ในไตรมาส 3 ของปี 2559 หัวเว่ยครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนโลกเป็นอันดับ 3 ที่ 9.4% ตามหลังซัมซุงที่ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 22% และแอปเปิลครองส่วนแบ่งอันดับ 2 ที่ 13% อย่างไรก็ดี ในตลาดสหรัฐฯ หัวเว่ยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.4% จากการจำหน่ายสมาร์ทโฟนราคาถูกเป็นหลัก ขณะที่แอปเปิลเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 39% ตามมาด้วยซัมซุงซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 23%
ข้อมูลจากคานาลิสระบุด้วยว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับสมาร์ทโฟนระดับบนที่มีราคาสูงกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป (ประมาณ 17,500 บาท) ซึ่งการเจาะเข้าสู่ตลาดดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายของหัวเว่ยในการก้าวแซงหน้าซัมซุงและแอปเปิลขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกได้ภายใน 5 ปี
"ในระดับโลกเราแข่งขันกับทั้งซัมซุงและแอปเปิล และเราต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากทั้งคู่" ริชาร์ด ยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ของหัวเว่ย กล่าว
อย่างไรก็ดี ความหวังที่จะรุกตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนในสหรัฐฯ ของหัวเว่ยอาจเผชิญกับอุปสรรคจากความยากลำบากในการจับมือกับเครือข่ายผู้ให้บริการ เนื่องจากการรับรู้ของแบรนด์ที่ไม่สูงนักในกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายเวอไรซอนและสปรินต์มองไม่เห็นประโยชน์จะจับมือกับหัวเว่ยในการวางจำหน่ายสมาร์ทโฟน ขณะที่ความขัดแย้งเรื่องสิทธิบัตรกับที-โมบาย ก็ทำให้โอกาสที่ทั้งสองจะจับมือกันเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เอทีแอนด์ที จึงเป็นเครือข่ายที่มีความหวังที่สุดในการจับมือกับหัวเว่ย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถเจรจาตกลงความร่วมมือกันได้หรือไม่
คริสโจนส์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยคานาลิส กล่าวว่า สำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย "มันง่ายกว่าที่จะขายแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักอยู่แล้ว แบรนด์ที่มีการรุกทำตลาดอย่างหนัก" อย่างเช่น ซัมซุง ได้ใช้ระยะเวลาหลายปีในการสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่าย ขณะเดียวกันก็ทุ่มเงินในการทำตลาดอย่างหนัก ขณะที่ยู ผู้บริหารของหัวเว่ยยอมรับว่า จำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสหรัฐฯ
ที่ผ่านมาหัวเว่ยละเลยตลาดสหรัฐฯ และเน้นไปที่การทำตลาดในตลาดที่มีโอกาสสูงกว่า อาทิ ในตลาดยุโรปตะวันตก หัวเว่ยทุ่มเงินอย่างหนักในการโฆษณา ทำงานอย่างใกล้ชิดกับร้านค้าปลีกในท้องถิ่น และเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลอาชีพ ซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยให้หัวเว่ยขยับส่วนแบ่งตลาดขึ้นมาได้กว่า 2 เท่าตัว จาก 6% ในไตรมาส 3 ของปีก่อน เป็น 13% ในไตรมาสล่าสุด จากข้อมูลของบริษัทวิจัย ไอดีซี
ทั้งนี้ หัวเว่ย เมท 9 วางจำหน่ายในยุโรปในราคา 966 ยูโร (ประมาณ 26,500 บาท) โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวมาพร้อมกับชิปและซอฟต์แวร์อินเตอร์เฟซที่ออกแบบโดยหัวเว่ยเอง รวมถึงกล้องแบบดูอัลเลนส์ที่พัฒนาโดยบริษัท ไลก้า แคเมรา จากเยอรมนี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมของจีน มีแผนจะนำสมาร์ทโฟนแฟล็กชิพรุ่นล่าสุด เมท 9 (Mate 9) ออกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากนำออกมาเปิดตัวเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และเปิดจำหน่ายในช่วงแรกไปแล้วใน 12 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง
ขณะที่การวางจำหน่ายในสหรัฐฯ จะเป็นการวางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกออนไลน์ อาทิ อเมซอน เท่านั้น โดยจะไม่มีการวางจำหน่ายผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย
สมาร์ทโฟนแฟล็กชิพรุ่นล่าสุดของหัวเว่ยนับเป็นความพยายามของผู้ผลิตสัญชาติจีน ที่จะก้าวขึ้นมาแข่งขันกับแอปเปิลและซัมซุงในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนให้มากยิ่งขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาหัวเว่ยสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำของโลก ด้วยอานิสงส์ของการเติบโตที่รวดเร็วในตลาดจีน รวมถึงยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดหายไปในกลยุทธ์การขยายตลาดสมาร์ทโฟนโลกของหัวเว่ย
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย คานาลิส ระบุว่า ในไตรมาส 3 ของปี 2559 หัวเว่ยครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนโลกเป็นอันดับ 3 ที่ 9.4% ตามหลังซัมซุงที่ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 22% และแอปเปิลครองส่วนแบ่งอันดับ 2 ที่ 13% อย่างไรก็ดี ในตลาดสหรัฐฯ หัวเว่ยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.4% จากการจำหน่ายสมาร์ทโฟนราคาถูกเป็นหลัก ขณะที่แอปเปิลเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 39% ตามมาด้วยซัมซุงซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 23%
ข้อมูลจากคานาลิสระบุด้วยว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับสมาร์ทโฟนระดับบนที่มีราคาสูงกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป (ประมาณ 17,500 บาท) ซึ่งการเจาะเข้าสู่ตลาดดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายของหัวเว่ยในการก้าวแซงหน้าซัมซุงและแอปเปิลขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกได้ภายใน 5 ปี
"ในระดับโลกเราแข่งขันกับทั้งซัมซุงและแอปเปิล และเราต้องการชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากทั้งคู่" ริชาร์ด ยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ของหัวเว่ย กล่าว
อย่างไรก็ดี ความหวังที่จะรุกตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนในสหรัฐฯ ของหัวเว่ยอาจเผชิญกับอุปสรรคจากความยากลำบากในการจับมือกับเครือข่ายผู้ให้บริการ เนื่องจากการรับรู้ของแบรนด์ที่ไม่สูงนักในกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายเวอไรซอนและสปรินต์มองไม่เห็นประโยชน์จะจับมือกับหัวเว่ยในการวางจำหน่ายสมาร์ทโฟน ขณะที่ความขัดแย้งเรื่องสิทธิบัตรกับที-โมบาย ก็ทำให้โอกาสที่ทั้งสองจะจับมือกันเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เอทีแอนด์ที จึงเป็นเครือข่ายที่มีความหวังที่สุดในการจับมือกับหัวเว่ย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถเจรจาตกลงความร่วมมือกันได้หรือไม่
คริสโจนส์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยคานาลิส กล่าวว่า สำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย "มันง่ายกว่าที่จะขายแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักอยู่แล้ว แบรนด์ที่มีการรุกทำตลาดอย่างหนัก" อย่างเช่น ซัมซุง ได้ใช้ระยะเวลาหลายปีในการสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่าย ขณะเดียวกันก็ทุ่มเงินในการทำตลาดอย่างหนัก ขณะที่ยู ผู้บริหารของหัวเว่ยยอมรับว่า จำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสหรัฐฯ
ที่ผ่านมาหัวเว่ยละเลยตลาดสหรัฐฯ และเน้นไปที่การทำตลาดในตลาดที่มีโอกาสสูงกว่า อาทิ ในตลาดยุโรปตะวันตก หัวเว่ยทุ่มเงินอย่างหนักในการโฆษณา ทำงานอย่างใกล้ชิดกับร้านค้าปลีกในท้องถิ่น และเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลอาชีพ ซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยให้หัวเว่ยขยับส่วนแบ่งตลาดขึ้นมาได้กว่า 2 เท่าตัว จาก 6% ในไตรมาส 3 ของปีก่อน เป็น 13% ในไตรมาสล่าสุด จากข้อมูลของบริษัทวิจัย ไอดีซี
ทั้งนี้ หัวเว่ย เมท 9 วางจำหน่ายในยุโรปในราคา 966 ยูโร (ประมาณ 26,500 บาท) โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวมาพร้อมกับชิปและซอฟต์แวร์อินเตอร์เฟซที่ออกแบบโดยหัวเว่ยเอง รวมถึงกล้องแบบดูอัลเลนส์ที่พัฒนาโดยบริษัท ไลก้า แคเมรา จากเยอรมนี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559






