
‘เยลเลน’ยันพร้อมขึ้นดอกเบี้ย ชี้ผลเลือกตั้งไม่กระทบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ
ประธานเฟดยืนยันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้มแข็งพอรองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เพิ่มโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยกลางธันวาคม ขณะเดียวกันชี้ยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กล่าวต่อคณะกรรมาธิการร่วมด้านเศรษฐกิจของสภาคองเกรส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17 พ.ย.) ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมาไม่ได้ปรับเปลี่ยนแผนการระยะสั้นของเฟด ที่ประเมินว่าปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีความเข้มแข็งมากขึ้น ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมช่วงกลางเดือนธันวาคม
"หลักฐานที่เราเห็นตั้งแต่เราประชุมกันในเดือนพฤศจิกายนยังสอดคล้องกับความคาดหมายของเราว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น และตลาดแรงงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ดิฉันคิดว่าเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้อย่างดียิ่งสู่เป้าหมายของเรา" นางเยลเลนกล่าว พร้อมกับระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย "น่าจะมีความเหมาะสมในเร็ววันนี้"
ขณะเดียวกัน ประธานเฟดกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจากชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าตลาดเงินและตลาดทุนในสหรัฐฯ มีความคึกคัก หลังจากนายทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยนักลงทุนคาดหวังว่านายทรัมป์และสภาคองเกรสที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ จะดำเนินนโยบายปรับลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานและการทหาร ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
"เราไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก" นางเยลเลนกล่าว อย่างไรก็ดี ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดจะคอยจับตามองการตัดสินใจของสภาคองเกรส และประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งเมื่อนโยบายมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เฟดพยายามเตรียมการกับตลาดถึงโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคม โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน เฟดกล่าวว่าปัจจัยสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยมีความแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังต้องการรอดูหลักฐานเพิ่มเติมอีกบางส่วน
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเปิดเผยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ยังคงสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสิทธิประโยชน์ผู้ไม่มีงานทำใหม่ในสัปดาห์ก่อนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 2516 ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ้างงานใหม่ 161,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ช่วยให้อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.9%
"ข้อมูลล่าสุดเป็นหลักฐานสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเพิ่มเติมให้กับเฟด สิ่งเดียวที่จะขัดขวางเฟดได้ในจุดนี้ คือรายงานตัวเลขจ้างงานที่เลวร้ายในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งมีโอกาสต่ำมากที่จะเกิดขึ้น" นายอลัน แมคอีชชิน นักเศรษฐศาสตร์จากเนวี เฟเดอรัล เครดิต ยูเนียน ให้ความเห็น ขณะที่เวลานี้นักลงทุนในตลาดมองโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมประมาณ 91% จากข้อมูลของซีเอ็มอี กรุ๊ป
ขณะเดียวกัน นางเยลเลนกล่าวต่อสภาคองเกรส เตือนให้คำนึงถึงความท้าทายในระยะยาว เมื่อพิจารณาการนำนโยบายทางการคลังมาใช้ ซึ่งรวมถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่จะเพิ่มขึ้น และความจำเป็นที่จะต้องนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ถ้าเศรษฐกิจประสบปัญหา อีกทั้งได้เรียกร้องให้คองเกรสเลือกใช้นโยบายที่พัฒนาผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559
นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กล่าวต่อคณะกรรมาธิการร่วมด้านเศรษฐกิจของสภาคองเกรส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17 พ.ย.) ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมาไม่ได้ปรับเปลี่ยนแผนการระยะสั้นของเฟด ที่ประเมินว่าปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีความเข้มแข็งมากขึ้น ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมช่วงกลางเดือนธันวาคม
"หลักฐานที่เราเห็นตั้งแต่เราประชุมกันในเดือนพฤศจิกายนยังสอดคล้องกับความคาดหมายของเราว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น และตลาดแรงงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ดิฉันคิดว่าเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้อย่างดียิ่งสู่เป้าหมายของเรา" นางเยลเลนกล่าว พร้อมกับระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย "น่าจะมีความเหมาะสมในเร็ววันนี้"
ขณะเดียวกัน ประธานเฟดกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจากชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าตลาดเงินและตลาดทุนในสหรัฐฯ มีความคึกคัก หลังจากนายทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยนักลงทุนคาดหวังว่านายทรัมป์และสภาคองเกรสที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ จะดำเนินนโยบายปรับลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานและการทหาร ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
"เราไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก" นางเยลเลนกล่าว อย่างไรก็ดี ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดจะคอยจับตามองการตัดสินใจของสภาคองเกรส และประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งเมื่อนโยบายมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เฟดพยายามเตรียมการกับตลาดถึงโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคม โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน เฟดกล่าวว่าปัจจัยสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยมีความแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังต้องการรอดูหลักฐานเพิ่มเติมอีกบางส่วน
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเปิดเผยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ยังคงสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสิทธิประโยชน์ผู้ไม่มีงานทำใหม่ในสัปดาห์ก่อนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 2516 ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ้างงานใหม่ 161,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ช่วยให้อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.9%
"ข้อมูลล่าสุดเป็นหลักฐานสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเพิ่มเติมให้กับเฟด สิ่งเดียวที่จะขัดขวางเฟดได้ในจุดนี้ คือรายงานตัวเลขจ้างงานที่เลวร้ายในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งมีโอกาสต่ำมากที่จะเกิดขึ้น" นายอลัน แมคอีชชิน นักเศรษฐศาสตร์จากเนวี เฟเดอรัล เครดิต ยูเนียน ให้ความเห็น ขณะที่เวลานี้นักลงทุนในตลาดมองโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมประมาณ 91% จากข้อมูลของซีเอ็มอี กรุ๊ป
ขณะเดียวกัน นางเยลเลนกล่าวต่อสภาคองเกรส เตือนให้คำนึงถึงความท้าทายในระยะยาว เมื่อพิจารณาการนำนโยบายทางการคลังมาใช้ ซึ่งรวมถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่จะเพิ่มขึ้น และความจำเป็นที่จะต้องนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ถ้าเศรษฐกิจประสบปัญหา อีกทั้งได้เรียกร้องให้คองเกรสเลือกใช้นโยบายที่พัฒนาผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559






