
นานาทรรศนะมองโลกมอง‘ทรัมป์
เร่งปรับตัวรับโลกกระเพื่อม'มะกัน'กลับทิศนโยบาย
ผลการเลือกตั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลีกันได้ชัยเตรียมนั่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา เป็นการเปลี่ยนขั้วการเมืองพลิกกลับนโยบาย ส่งแรงกระเพื่อมที่ทุกวงการทั่วโลกเฝ้าจับตา ประเมิน และเตรียมการรับมือ
[caption id="attachment_113509" align="aligncenter" width="500"]
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์[/caption]
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ระหว่างประเทศ
โลกกระเพื่อมปรับสมดุลใหม่
การขึ้นเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ ทำให้ภูมิทัศน์โลกเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐกิจ 1.ถ้าทรัมป์นำทุกนโยบายที่หาเสียงมาบริหาร อาทิ มองจีนเป็นผู้ปั่นหรือบิดเบือนค่าเงิน หรือเหล็กจีนกดราคาขายจนคนของสหรัฐตกงาน จนประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจากจีนในอัตราสูงมาก และหากเรื่องนี้จีนตอบโต้ อาจเกิดสงครามทางการค้า ซึ่งจะเป็นเกมลบ(เสียหายทั้งคู่) เพราะเศรษฐกิจจีนก็ขยายตัวต่ำ และกำลังปรับโครงสร้าง ถ้าสหรัฐฯเพิ่มภาษีแค่ 15% จะฉุดจีดีพีจีนลง 1 % และถ้าสหรัฐฯจะปรับเพิ่มภาษี 45% จีดีพีจีนข้างหน้าจะลดลง และกระทบเป็นลูกโซ่ถึงเศรษฐกิจโลกและไทย
2.ความไม่แน่นอนกระทบนักลงทุน ที่ต้องการความแน่นอน กระทบอันแรก คือตลาดหุ้นตกและเกิดเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ธนาคารกลาง(เฟด)อาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากเดิมที่เฟดส่งสัญญาณไว้จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ ขณะเดียวกัน นโยบายลดภาษีธุรกิจเหลืออัตรา 15%จากเดิม 35% เพื่อเน้นการลงทุนภายใน หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะใช้เงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 75%จะพุ่งเป็น 105%ในอนาคตซึ่งจะเกิดการชะลอตัวของโลกและต้องจับตามอง
นอกจากนี้สหรัฐจะเดินนโยบายปฏิรูปการค้า เช่น ขู่จะสร้างกำแพงระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโกสกัดคนไหลเข้าสหรัฐฯ หรือแนวทางที่จะเจรจานาฟตาใหม่กระทบการย้ายฐานการผลิตแต่จะดึงนักลงทุนที่ออกมาตั้งโรงงานกลับสหรัฐ หากทรัมป์ทำตามนี้ก็จะสร้างความตึงเครียดด้านการค้าและทำให้บริษัทของสหรัฐส่งสินค้าออกมาขายไม่ได้อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ลง
ด้านการเมืองนั้น จากการปรับนโยบายทางทหาร เช่น ให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รับช่วงภาระดูแลอธิปไตย 2 ประเทศ และขู่จะถอนทหารถ้าญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ไม่ช่วยเพิ่มค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้นำ 2 ประเทศไม่แน่ใจว่าสหรัฐจะรักษาสัญญาอาจทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีแนวคิดสร้างปรมาณูขึ้น นำความตึงเครียดสู่ภูมิภาค
หรือการที่ทรัมป์ส่งสัญญาณถึงประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(NATO) กระชับการปฏิบัติตามพันธกรณีกับสหรัฐ กรณีภัยคุกคามจากรัสเซีย อาจตีกลับเป็นความสั่นคลอนในกลุ่มประเทศนาโต้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก เช่น ถึงจุดหนึ่งยุโรปจะถอนตัวจากนาโต้เข้าหารัสเซียมากขึ้น ซึ่งกรณีนาโต้นี้เข้าใจว่าสหรัฐแกล้งขู่ ไม่กระทำสุดโต่งกับรัสเซีย แต่มีทั้งมิติเผชิญหน้า ร่วมมือและแข่งขันกับทั้งจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะเกิดขึ้นจากที่แต่ละประเทศปรับนโยบายและทิ้งระยะห่างจากสหรัฐฯแต่ไม่ถึงเลือกข้าง กรณีของไทยไม่มีข้อขัดแย้งกับจีน เนื่องจากไทยวางตัวเป็นกลางมีดุลยภาพด้านความมั่นคง และไทยยังมีอาร์เส็ปและความร่วมมือด้านบริหารความสัมพันธ์กับจีนแนบแน่นมากกว่าสหรัฐและยุโรป
“ไทยจะได้เปรียบกรณีสหรัฐฯทบทวนทีพีพี แต่หากเกิดสงครามเขตการค้าจะกระทบภาคส่งออกไทย รวมถึงตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน”
[caption id="attachment_113510" align="aligncenter" width="500"]
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร[/caption]
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร
ผู้เชี่ยวชาญฯ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวงการคลัง
จับตา ความผันผวน นโยบายการค้า
ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนจนกว่าผู้นำสหรัฐฯจะแถลงนโยบายปีหน้า โดยส่วนตัวคิดว่าทรัมป์จะไม่ทำทุกอย่างตามนโยบายที่ใช้หาเสียง และปัญหาหน้าผาทางการคลังยังไม่เกิดขึ้น ในแง่ผลกระทบอนาคตนั้น ต้องจับตาใน 2 ประเด็นคือ 1.ความผันผวนตลาดเงินตลาดทุน 2.นโยบายทางการค้าที่จะมีผลในทางปฏิบัติระยะยาว หลังจากที่สหรัฐประกาศนโยบายเศรษฐกิจเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งจะเป็นความท้าทายของไทยในปีหน้าด้วย
กรณีที่มีความกังวลต่อเงินลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ (เอฟดีไอ)อาจไหลกลับนั้น อาจเกิดในบางอุตสาหกรรมไม่ใช่ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความจำเป็น เช่น กรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( ไอโฟน) ซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ในจีน เชื่อว่าจะไม่ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ประกอบกับเป็นฐานการผลิตที่ใกล้กับฐานลูกค้าหลัก ดังนั้นสหรัฐฯยังต้องพึ่งพาฐานการผลิตในจีนการลงทุนของสหรัฐฯในไทยก็ไม่น่ากระทบ เพราะส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในธุรกิจบริการ เช่น ธนาคารและประกัน
ขณะที่ท่าทีทรัมป์จะทบทวนทีพีพีจะเป็นผลดีกับไทย อย่างไรก็ตาม ที่เหลือส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายที่ทรัมป์จะใช้สำหรับการบริหารภายในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเนรเทศแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงพรรครีพันลิกันไม่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเอ็นจีโอซึ่งแตกต่างจากเดโมแครต
“ ทรัมป์เป็นคนเก่ง และน่าจะมีวิธีพลิกแพลง ครีเอทีฟและตอบโจทย์สิ่งที่เขาพูด และสมาชิกของพรรครีพับลิกันที่ได้กลับเข้ามาทรัมป์ก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย นอกจากสิ่งที่จะเห็นในอนาคตจากการปลดเงื่อนไขในธุรกิจน้ำมันเชื่อว่าทรัมป์จะสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันซึ่งอาจมีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก”
[caption id="attachment_113511" align="aligncenter" width="500"]
ดร.อมรเทพ จาวะลา[/caption]
ดร.อมรเทพ จาวะลา
ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.)
โด๊ปภายในปั๊มฟองสบู่หวั่นลาม 10 ปี
นโยบายทรัมป์ส่วนใหญ่เน้นผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หากมีการปรับลดอัตราภาษีธุรกิจเพื่อดึงบริษัทอเมริกันที่ออกไปลงทุนต่างประเทศกลับสหรัฐฯ และเร่งการลงทุนในประเทศ แม้จะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น แต่ระยะสั้นน่าห่วงเรื่องฟองสบู่ เพราะนักลงทุนจะเล่นกับฟองสบู่ได้อีก 2 ปี แต่ผลในระยะสั้นที่ไม่จำกัดการใช้จ่ายนั้นจะลามไปในอีก10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะภาระหนี้สาธารณะอาจจะเพิ่มสูงถึง 105% จากปัจจุบันอยู่ที่ 77% ซึ่งทำให้คนอเมริกันต้องแบกหนี้ในระยะยาว
ต่อความกังวลผู้นำใหม่สหรัฐฯจะดำเนินนโยบายตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงกับประเทศต่างๆนั้น ในที่สุดจะเป็นผลลบต่อสหรัฐฯเอง เพราะสหรัฐฯพึ่งสินค้าและการผลิตจากภายนอกในต้นทุนที่ตํ่า ดังนั้นถ้าปรับขึ้นราคาสินค้านำเข้า จะยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของสหรัฐฯสูงขึ้น
ด้านผลกระทบต่อไทยนั้น จะเห็นธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปลายปีนี้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้อัตรา 0.25%และปี 2560 อีก 2 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในการดำเนินนโยบายการเงินที่สามารถคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% และเงินบาทยังอยู่ในทิศอ่อนค่า หากจะเปลี่ยนประธานเฟดไม่มีผลต่อนโยบายการเงินเพราะต้องดูทั้งบอร์ดและเชื่อว่าทรัมป์จะไม่ทำ สำหรับผลทางด้านการค้านั้น ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ หากสหรัฐฯเติบโตไทยจะเติบโตตาม แต่เราห่วงผลกระทบทางอ้อมซึ่งไทยส่งออกไปจีนและอาเซียน ซึ่งปีหน้าหนีไม่พ้นที่การส่งออกไทยไปจีนและอาเซียนจะติดลบ แต่ส่งออกไปสหรัฐฯยังโต
“การที่ทรัมป์ชนะขาดลอยหลังเขานั่งเก้าอี้คงจะเห็นนโยบายเศรษฐกิจชัด ด้านการค้านั้น ไทยมีปริมาณส่งออกไปสหรัฐฯ 11% และสินค้าไทยไม่แข่งขันกับสินค้าสหรัฐฯ แต่ห่วงผลกระทบทางอ้อมจากที่เราส่งออกไปจีน อาเซียน ส่วนแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลกลับสหรัฐฯอาจมีบ้างจากแรงจูงใจบางอย่างซึ่งตอนนี้ผมยังไม่รู้”
ต่อข้อถามจะเกิดกรณีชัตดาวน์ในสหรัฐฯ ภายหลังการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ดร.อมรเทพระบุว่า ส่วนนี้ไม่เรียกว่า ประท้วง แต่เป็นการแสดงออก ซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้สำหรับคนไม่ยอมรับผลคะแนนที่ออกมา แต่สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อ
[caption id="attachment_113512" align="aligncenter" width="500"]
นพพร เทพสิทธา[/caption]
นพพร เทพสิทธา
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
ทรัมป์พลิกโฉมการค้าโลก
ชอบทรัมป์มาตั้งแต่แรก ที่ประกาศจะนำอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่ ด้วยนโยบายเทรดดิ้งเนชั่น จากสภาพที่สหรัฐอเมริกาอ่อนแอมาก นับแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์ เปิดช่องให้จีนขยายบทบาท โดยทรัมป์จะใช้วิธีเอา”การค้านำการเมือง” สอดคล้องกับสรท. ที่ชูเรื่องชาติการค้ามาตลอด
ทรัมป์ต้องการปฏิรูปการค้า และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง หวังให้เกิดการเจรจาเพื่อให้ประโยชน์ต่อประเทศและต่อประชาชนของอเมริกา เป็นที่มาที่ต้องให้คนอเมริกันมีงานทำ จะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อะไรที่ไม่เป็นธรรมต่ออเมริกาก็จะล้มโต๊ะ อะไรที่ทำให้อเมริกาเสียเปรียบต้องตอบโต้ เช่น จีนออกมาทุ่มตลาดสินค้า อเมริกาแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องตั้งกำแพงภาษี เพื่อให้สินค้าของอเมริกาผลิตและขายได้ ทำให้ทั่วโลกกลัวจะเกิดการกีดกันทางการค้า แต่ส่วนตัวมองว่า ถ้าอเมริกากลับมายิ่งใหญ่ ก็จะทำให้ประเทศอื่นได้ประโยชน์ไปด้วย เนื่องจากอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ และจะเกิดการหันมาเจรจาทางการค้ากันใหม่ จะเป็นการปรับโฉมการค้าใหม่ของโลก
นอกจากนี้ ทรัมป์จะทิ้งเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific strategic economic partnership agreement : TPP) เปลี่ยนมาในรูปการเจรจา ใครพร้อมไปกับอเมริกาก็ไปด้วยกัน ถ้าใครปรับตัวดีก็สามารถเดินไปกับอเมริกาได้ คำประกาศนี้ไม่ต่างจากที่อังกฤษออกจากอียู โดยอังกฤษทำก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ เหมือนกัน
สำหรับสินค้าไทยที่ปัจจุบันส่งออกไปอเมริกาในสัดส่วน 10%นั้น ต้องบอกว่ายังเหนื่อย เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ไปสู่ “ดิจิตอล อีโคโนมี” อเมริกาในยุคทรัมป์ กำลังจะปรับบทบาทโดยหันมาผลิตในประเทศของตัวเอง เพื่อให้คนในประเทศมีงานทำมากขึ้น
อย่างไรก็ตามโอกาสของไทยยังมีอยู่ เช่น อุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ที่เรายังมีความได้เปรียบในแง่มีวัตถุดิบจากภาคเกษตร เพียงแต่ต้องยกระดับเป็นออแกนิคมากขึ้น ขยับสู่เทคโนโลยีใหม่มากขึ้นแล้ว ก็ต้องมองหาตลาดขนาดใหญ่รองรับด้วย เช่น อินเดีย จีน และหาตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย อิหร่าน ส่วนตลาดเก่าอย่างอเมริกา ยุโรปก็ต้องรักษาไว้ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์รับระเบียบการค้าใหม่ของโลกให้ได้
ที่น่าจับตาจากนี้ ถ้าจีนมีปัญหากับอเมริกา อาจจะลามถึงไทย เนื่องจากไทยส่งออกไปจีนสัดส่วน10% ของการส่งออกรวม และสินค้าที่จีนนำเข้าจากไทย บางส่วนเป็นวัตถุดิบและส่วนประกอบ ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป เพื่อส่งออกไปอเมริกาอีกทอดหนึ่ง เช่นเดียวกับตลาดในอาเซียนที่ไทยส่งออกไปในสัดส่วน 25% ก็จะกระทบด้วย ถ้านโยบายของทรัมป์ลดความสำคัญในอาเซียนลง
“เราต้องปรับตัวไปตามกติกาการค้าใหม่ของโลก ที่มีอเมริกาเป็นตัวเร่ง และใช้การเจรจาทางการค้าเป็นตัวบีบ แต่ก็ดีกว่าที่รัฐบาลอเมริกาเอาการเมืองมานำการค้า จนทำให้เกิดความขัดแย้งแบบที่ผ่านมา”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
ผลการเลือกตั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลีกันได้ชัยเตรียมนั่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา เป็นการเปลี่ยนขั้วการเมืองพลิกกลับนโยบาย ส่งแรงกระเพื่อมที่ทุกวงการทั่วโลกเฝ้าจับตา ประเมิน และเตรียมการรับมือ
[caption id="attachment_113509" align="aligncenter" width="500"]
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ระหว่างประเทศ
โลกกระเพื่อมปรับสมดุลใหม่
การขึ้นเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ ทำให้ภูมิทัศน์โลกเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐกิจ 1.ถ้าทรัมป์นำทุกนโยบายที่หาเสียงมาบริหาร อาทิ มองจีนเป็นผู้ปั่นหรือบิดเบือนค่าเงิน หรือเหล็กจีนกดราคาขายจนคนของสหรัฐตกงาน จนประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจากจีนในอัตราสูงมาก และหากเรื่องนี้จีนตอบโต้ อาจเกิดสงครามทางการค้า ซึ่งจะเป็นเกมลบ(เสียหายทั้งคู่) เพราะเศรษฐกิจจีนก็ขยายตัวต่ำ และกำลังปรับโครงสร้าง ถ้าสหรัฐฯเพิ่มภาษีแค่ 15% จะฉุดจีดีพีจีนลง 1 % และถ้าสหรัฐฯจะปรับเพิ่มภาษี 45% จีดีพีจีนข้างหน้าจะลดลง และกระทบเป็นลูกโซ่ถึงเศรษฐกิจโลกและไทย
2.ความไม่แน่นอนกระทบนักลงทุน ที่ต้องการความแน่นอน กระทบอันแรก คือตลาดหุ้นตกและเกิดเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ธนาคารกลาง(เฟด)อาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากเดิมที่เฟดส่งสัญญาณไว้จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้ ขณะเดียวกัน นโยบายลดภาษีธุรกิจเหลืออัตรา 15%จากเดิม 35% เพื่อเน้นการลงทุนภายใน หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะใช้เงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 75%จะพุ่งเป็น 105%ในอนาคตซึ่งจะเกิดการชะลอตัวของโลกและต้องจับตามอง
นอกจากนี้สหรัฐจะเดินนโยบายปฏิรูปการค้า เช่น ขู่จะสร้างกำแพงระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโกสกัดคนไหลเข้าสหรัฐฯ หรือแนวทางที่จะเจรจานาฟตาใหม่กระทบการย้ายฐานการผลิตแต่จะดึงนักลงทุนที่ออกมาตั้งโรงงานกลับสหรัฐ หากทรัมป์ทำตามนี้ก็จะสร้างความตึงเครียดด้านการค้าและทำให้บริษัทของสหรัฐส่งสินค้าออกมาขายไม่ได้อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ลง
ด้านการเมืองนั้น จากการปรับนโยบายทางทหาร เช่น ให้ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รับช่วงภาระดูแลอธิปไตย 2 ประเทศ และขู่จะถอนทหารถ้าญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ไม่ช่วยเพิ่มค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้นำ 2 ประเทศไม่แน่ใจว่าสหรัฐจะรักษาสัญญาอาจทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีแนวคิดสร้างปรมาณูขึ้น นำความตึงเครียดสู่ภูมิภาค
หรือการที่ทรัมป์ส่งสัญญาณถึงประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(NATO) กระชับการปฏิบัติตามพันธกรณีกับสหรัฐ กรณีภัยคุกคามจากรัสเซีย อาจตีกลับเป็นความสั่นคลอนในกลุ่มประเทศนาโต้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก เช่น ถึงจุดหนึ่งยุโรปจะถอนตัวจากนาโต้เข้าหารัสเซียมากขึ้น ซึ่งกรณีนาโต้นี้เข้าใจว่าสหรัฐแกล้งขู่ ไม่กระทำสุดโต่งกับรัสเซีย แต่มีทั้งมิติเผชิญหน้า ร่วมมือและแข่งขันกับทั้งจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะเกิดขึ้นจากที่แต่ละประเทศปรับนโยบายและทิ้งระยะห่างจากสหรัฐฯแต่ไม่ถึงเลือกข้าง กรณีของไทยไม่มีข้อขัดแย้งกับจีน เนื่องจากไทยวางตัวเป็นกลางมีดุลยภาพด้านความมั่นคง และไทยยังมีอาร์เส็ปและความร่วมมือด้านบริหารความสัมพันธ์กับจีนแนบแน่นมากกว่าสหรัฐและยุโรป
“ไทยจะได้เปรียบกรณีสหรัฐฯทบทวนทีพีพี แต่หากเกิดสงครามเขตการค้าจะกระทบภาคส่งออกไทย รวมถึงตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน”
[caption id="attachment_113510" align="aligncenter" width="500"]
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร
ผู้เชี่ยวชาญฯ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวงการคลัง
จับตา ความผันผวน นโยบายการค้า
ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนจนกว่าผู้นำสหรัฐฯจะแถลงนโยบายปีหน้า โดยส่วนตัวคิดว่าทรัมป์จะไม่ทำทุกอย่างตามนโยบายที่ใช้หาเสียง และปัญหาหน้าผาทางการคลังยังไม่เกิดขึ้น ในแง่ผลกระทบอนาคตนั้น ต้องจับตาใน 2 ประเด็นคือ 1.ความผันผวนตลาดเงินตลาดทุน 2.นโยบายทางการค้าที่จะมีผลในทางปฏิบัติระยะยาว หลังจากที่สหรัฐประกาศนโยบายเศรษฐกิจเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งจะเป็นความท้าทายของไทยในปีหน้าด้วย
กรณีที่มีความกังวลต่อเงินลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ (เอฟดีไอ)อาจไหลกลับนั้น อาจเกิดในบางอุตสาหกรรมไม่ใช่ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความจำเป็น เช่น กรณีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( ไอโฟน) ซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ในจีน เชื่อว่าจะไม่ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ประกอบกับเป็นฐานการผลิตที่ใกล้กับฐานลูกค้าหลัก ดังนั้นสหรัฐฯยังต้องพึ่งพาฐานการผลิตในจีนการลงทุนของสหรัฐฯในไทยก็ไม่น่ากระทบ เพราะส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในธุรกิจบริการ เช่น ธนาคารและประกัน
ขณะที่ท่าทีทรัมป์จะทบทวนทีพีพีจะเป็นผลดีกับไทย อย่างไรก็ตาม ที่เหลือส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายที่ทรัมป์จะใช้สำหรับการบริหารภายในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเนรเทศแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงพรรครีพันลิกันไม่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเอ็นจีโอซึ่งแตกต่างจากเดโมแครต
“ ทรัมป์เป็นคนเก่ง และน่าจะมีวิธีพลิกแพลง ครีเอทีฟและตอบโจทย์สิ่งที่เขาพูด และสมาชิกของพรรครีพับลิกันที่ได้กลับเข้ามาทรัมป์ก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย นอกจากสิ่งที่จะเห็นในอนาคตจากการปลดเงื่อนไขในธุรกิจน้ำมันเชื่อว่าทรัมป์จะสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันซึ่งอาจมีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก”
[caption id="attachment_113511" align="aligncenter" width="500"]
ดร.อมรเทพ จาวะลา
ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.)
โด๊ปภายในปั๊มฟองสบู่หวั่นลาม 10 ปี
นโยบายทรัมป์ส่วนใหญ่เน้นผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หากมีการปรับลดอัตราภาษีธุรกิจเพื่อดึงบริษัทอเมริกันที่ออกไปลงทุนต่างประเทศกลับสหรัฐฯ และเร่งการลงทุนในประเทศ แม้จะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น แต่ระยะสั้นน่าห่วงเรื่องฟองสบู่ เพราะนักลงทุนจะเล่นกับฟองสบู่ได้อีก 2 ปี แต่ผลในระยะสั้นที่ไม่จำกัดการใช้จ่ายนั้นจะลามไปในอีก10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะภาระหนี้สาธารณะอาจจะเพิ่มสูงถึง 105% จากปัจจุบันอยู่ที่ 77% ซึ่งทำให้คนอเมริกันต้องแบกหนี้ในระยะยาว
ต่อความกังวลผู้นำใหม่สหรัฐฯจะดำเนินนโยบายตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงกับประเทศต่างๆนั้น ในที่สุดจะเป็นผลลบต่อสหรัฐฯเอง เพราะสหรัฐฯพึ่งสินค้าและการผลิตจากภายนอกในต้นทุนที่ตํ่า ดังนั้นถ้าปรับขึ้นราคาสินค้านำเข้า จะยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของสหรัฐฯสูงขึ้น
ด้านผลกระทบต่อไทยนั้น จะเห็นธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปลายปีนี้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้อัตรา 0.25%และปี 2560 อีก 2 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในการดำเนินนโยบายการเงินที่สามารถคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% และเงินบาทยังอยู่ในทิศอ่อนค่า หากจะเปลี่ยนประธานเฟดไม่มีผลต่อนโยบายการเงินเพราะต้องดูทั้งบอร์ดและเชื่อว่าทรัมป์จะไม่ทำ สำหรับผลทางด้านการค้านั้น ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ หากสหรัฐฯเติบโตไทยจะเติบโตตาม แต่เราห่วงผลกระทบทางอ้อมซึ่งไทยส่งออกไปจีนและอาเซียน ซึ่งปีหน้าหนีไม่พ้นที่การส่งออกไทยไปจีนและอาเซียนจะติดลบ แต่ส่งออกไปสหรัฐฯยังโต
“การที่ทรัมป์ชนะขาดลอยหลังเขานั่งเก้าอี้คงจะเห็นนโยบายเศรษฐกิจชัด ด้านการค้านั้น ไทยมีปริมาณส่งออกไปสหรัฐฯ 11% และสินค้าไทยไม่แข่งขันกับสินค้าสหรัฐฯ แต่ห่วงผลกระทบทางอ้อมจากที่เราส่งออกไปจีน อาเซียน ส่วนแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลกลับสหรัฐฯอาจมีบ้างจากแรงจูงใจบางอย่างซึ่งตอนนี้ผมยังไม่รู้”
ต่อข้อถามจะเกิดกรณีชัตดาวน์ในสหรัฐฯ ภายหลังการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ดร.อมรเทพระบุว่า ส่วนนี้ไม่เรียกว่า ประท้วง แต่เป็นการแสดงออก ซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้สำหรับคนไม่ยอมรับผลคะแนนที่ออกมา แต่สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อ
[caption id="attachment_113512" align="aligncenter" width="500"]
นพพร เทพสิทธา
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
ทรัมป์พลิกโฉมการค้าโลก
ชอบทรัมป์มาตั้งแต่แรก ที่ประกาศจะนำอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่ ด้วยนโยบายเทรดดิ้งเนชั่น จากสภาพที่สหรัฐอเมริกาอ่อนแอมาก นับแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์ เปิดช่องให้จีนขยายบทบาท โดยทรัมป์จะใช้วิธีเอา”การค้านำการเมือง” สอดคล้องกับสรท. ที่ชูเรื่องชาติการค้ามาตลอด
ทรัมป์ต้องการปฏิรูปการค้า และไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง หวังให้เกิดการเจรจาเพื่อให้ประโยชน์ต่อประเทศและต่อประชาชนของอเมริกา เป็นที่มาที่ต้องให้คนอเมริกันมีงานทำ จะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อะไรที่ไม่เป็นธรรมต่ออเมริกาก็จะล้มโต๊ะ อะไรที่ทำให้อเมริกาเสียเปรียบต้องตอบโต้ เช่น จีนออกมาทุ่มตลาดสินค้า อเมริกาแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องตั้งกำแพงภาษี เพื่อให้สินค้าของอเมริกาผลิตและขายได้ ทำให้ทั่วโลกกลัวจะเกิดการกีดกันทางการค้า แต่ส่วนตัวมองว่า ถ้าอเมริกากลับมายิ่งใหญ่ ก็จะทำให้ประเทศอื่นได้ประโยชน์ไปด้วย เนื่องจากอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ และจะเกิดการหันมาเจรจาทางการค้ากันใหม่ จะเป็นการปรับโฉมการค้าใหม่ของโลก
นอกจากนี้ ทรัมป์จะทิ้งเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific strategic economic partnership agreement : TPP) เปลี่ยนมาในรูปการเจรจา ใครพร้อมไปกับอเมริกาก็ไปด้วยกัน ถ้าใครปรับตัวดีก็สามารถเดินไปกับอเมริกาได้ คำประกาศนี้ไม่ต่างจากที่อังกฤษออกจากอียู โดยอังกฤษทำก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ เหมือนกัน
สำหรับสินค้าไทยที่ปัจจุบันส่งออกไปอเมริกาในสัดส่วน 10%นั้น ต้องบอกว่ายังเหนื่อย เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ไปสู่ “ดิจิตอล อีโคโนมี” อเมริกาในยุคทรัมป์ กำลังจะปรับบทบาทโดยหันมาผลิตในประเทศของตัวเอง เพื่อให้คนในประเทศมีงานทำมากขึ้น
อย่างไรก็ตามโอกาสของไทยยังมีอยู่ เช่น อุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ที่เรายังมีความได้เปรียบในแง่มีวัตถุดิบจากภาคเกษตร เพียงแต่ต้องยกระดับเป็นออแกนิคมากขึ้น ขยับสู่เทคโนโลยีใหม่มากขึ้นแล้ว ก็ต้องมองหาตลาดขนาดใหญ่รองรับด้วย เช่น อินเดีย จีน และหาตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย อิหร่าน ส่วนตลาดเก่าอย่างอเมริกา ยุโรปก็ต้องรักษาไว้ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์รับระเบียบการค้าใหม่ของโลกให้ได้
ที่น่าจับตาจากนี้ ถ้าจีนมีปัญหากับอเมริกา อาจจะลามถึงไทย เนื่องจากไทยส่งออกไปจีนสัดส่วน10% ของการส่งออกรวม และสินค้าที่จีนนำเข้าจากไทย บางส่วนเป็นวัตถุดิบและส่วนประกอบ ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป เพื่อส่งออกไปอเมริกาอีกทอดหนึ่ง เช่นเดียวกับตลาดในอาเซียนที่ไทยส่งออกไปในสัดส่วน 25% ก็จะกระทบด้วย ถ้านโยบายของทรัมป์ลดความสำคัญในอาเซียนลง
“เราต้องปรับตัวไปตามกติกาการค้าใหม่ของโลก ที่มีอเมริกาเป็นตัวเร่ง และใช้การเจรจาทางการค้าเป็นตัวบีบ แต่ก็ดีกว่าที่รัฐบาลอเมริกาเอาการเมืองมานำการค้า จนทำให้เกิดความขัดแย้งแบบที่ผ่านมา”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559






