thansettakij
thansettakij
จับตาทีมเศรษฐกิจรัฐบาล‘ทรัมป์’ หลายชื่อมาจากวอลล์สตรีต ปีแรกเสี่ยงศก.ชะลอ

จับตาทีมเศรษฐกิจรัฐบาล‘ทรัมป์’ หลายชื่อมาจากวอลล์สตรีต ปีแรกเสี่ยงศก.ชะลอ

15 พ.ย. 59 | 00:00 น.
ขณะที่โดนัลด์ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา จากพรรครีพับลิกัน กำลังเตรียมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานสำคัญๆ รวมทั้งทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ว่า ภายในปีแรกของการบริหารงาน นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่อาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯขยับในอัตราถึง 2%แต่ก็สุ่มเสี่ยงกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะเดียวกัน ด้านคีย์แมนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคลังนั้น ชื่อนายสตีเวน มนูชิน อดีตผู้บริหารของวาณิชธนกิจโกลด์แมน แซคส์ กำลังมาแรงแซงโค้ง และหากเป็นไปตามนี้ เขาจะเป็นผู้บริหารคนที่ 3 ของโกลด์แมน แซคส์ ที่ก้าวขึ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง

นักวิเคราะห์ให้เหตุผลไว้ 3 ข้อสนับสนุนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นในยุคของทรัมป์ประการแรกคือเนื่องจากทรัมป์ มีโนยบายลดภาษีทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเขาตั้งเป้าหมายว่าจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 35 % ในปัจจุบันเหลือเพียง 15% แม้ในทางปฏิบัติจริงเชื่อว่าทรัมป์อาจจะลดภาษีในอัตราน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้เพราะการลดในอัตราสูงข้างต้นจะส่งผลกระทบต่อสถานะการคลังหลายล้านล้านดอลลาร์ฯ จากภาษีที่เข้ารัฐน้อยลง แต่กระนั้น มาตรการลดภาษีก็จะทำให้ประชาชนและองค์กรธุรกิจมีเงินในกระเป๋าสำหรับการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่ออุปสงค์สูงขึ้น ราคาก็จะขยับขึ้นด้วย

เหตุผลประการที่ 2 คือ ทรัมป์มีนโยบายเพิ่มงบใช้จ่ายอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ และอีกเกือบ 5 แสนล้านเป็นงบด้านกลาโหม ทรัมป์เน้นย้ำความสำคัญของนโยบายนี้ในการกล่าวรับชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า “เราจะซ่อม-สร้างเมืองชั้นใน จะบูรณะทางหลวง สะพาน อุโมงค์ สนามบิน โรงเรียน และโรงพยาบาล” ทั้งเม็ดเงินลงทุนและการสร้างงานจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และมีผลขยับราคาสินค้า สุดท้ายประการที่ 3 การที่ทรัมป์ขู่จะสร้างกำแพงการค้า เช่นในรูปของการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มจากสินค้าที่นำเข้าจากจีนและเม็กซิโก จะทำให้สินค้านำเข้าขยับราคาสูงขึ้น นักวิเคราะห์มองต่อไปว่า หากสหรัฐฯสามารถเพิ่มขึ้นเฟ้อในอัตรา 2 % ตามเป้าหรือสูงกว่านั้น ธนาคารก็มีแนวโน้มจะปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม วิลเล็ม บุยเทอร์ หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ธนาคาร ซิติ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน นั่นคือสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่เกิดขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่าสภาวะ stagflationนอกจากนี้ การลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบแรงต่อสถานะทางการคลังก็เสี่ยงจะทำให้สหรัฐฯถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน อีกทั้งการตั้งกำแพงภาษีอาจก่อให้เกิดสงครามการค้า ซึ่งจะย้อนกลับมาทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐฯเองได้รับผลกระทบหากคู่ค้ามีมาตรการตอบโต้ และทำให้เศรษฐกิจโลกพลอยซบเซาลงด้วย “ผมคิดว่าภายในปีแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ หากมีการนำนโยบายที่เขาหาเสียงมาใช้จริง เศรษฐกิจสหรัฐฯอาจชะลอตัวลงมากจนอาจจะถึงขั้นถดถอย ทั้งค่าเงินดอลลาร์ พันธบัตรรัฐบาล และตลาดหุ้นมีแนวโน้มอ่อนแอลงได้เช่นกัน” สตีเฟนฮอลมาริก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโคโลเนียลเฟิร์สต์สเตท กล่าว

สำหรับทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของโดนัลด์ทรัมป์ หลายคนมาจากวงการตลาดหลักทรัพย์ หลายคนเป็นผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ เช่น นายสตีเวน ไฟน์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนเซอร์บีรัสแคปปิตอลแมเนจเมนท์ และจอห์น เอ. พอลสัน เศรษฐีนักลงทุนรายใหญ่ในวอลล์สตรีทอีกชื่อที่ปรากฏในข่าวและคาดว่าจะขึ้นมาเป็นอัยการสูงสุดในรัฐบาลทรัมป์คือนายรูดอล์ฟ กุยลิอานี อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ค (เขาดำรงตำแหน่งขณะนิวยอร์คถูกกลุ่มก่อการร้ายโจมตีตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544) ส่วนนายนิวท์ จิงกริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกจับตามองว่าจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World