thansettakij
thansettakij
หลากมุมมองนักวิชาการ ผลกระทบเลือกตั้งสหรัฐฯ ต่อเอเชีย

หลากมุมมองนักวิชาการ ผลกระทบเลือกตั้งสหรัฐฯ ต่อเอเชีย

09 พ.ย. 59 | 09:00 น.
อัปเดตล่าสุด :09 พ.ย. 59 | 13:15 น.
ในระหว่างที่ทั่วโลกกำลังจับตารอคอยผลการเลือกตั้งระหว่าง “ฮิลลารี คลินตัน” และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ปิดหีบไปเรียบร้อยในวันที่ 8 พฤศจิกายน ว่าผู้ใดจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ นักวิชาการทั้งไทยและเทศได้แสดงทรรศนะที่น่าสนใจต่อนโยบายของผู้สมัครทั้งสอง รวมไปถึงผลกระทบที่อาจเกิดต่อเนื่องมายังภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยเอาไว้ดังนี้

  โลกจะเปลี่ยนไปไม่ว่าใครได้รับชัยชนะ

ศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องให้ความสนใจกับการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่บริษัทอเมริกันเข้ามาลงทุนที่ไทยใหญ่เป็นอันดับ 3 การเปลี่ยนผู้นำจะเป็นการเปลี่ยนนโยบาย และสหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจ ดังนั้นบทบาทของประเทศย่อมกระทบกับทุกประเทศในโลกไม่ว่ารูปแบบไหนก็ตาม

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าฮิลลารี คลินตัน จะชนะ หรือโดนัลด์ ทรัมป์ชนะ โลกจะไม่เหมือนเดิม เหตุผลที่ไม่เหมือนเดิม เพราะทรัมป์ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่คนยึดถือมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยิ่งในสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าปัจจุบันระบบการดำเนินการของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตไม่สะท้อนต่อผลประโยชน์ของคนอเมริกันชั้นกลาง แต่นโยบายโดนัลด์ ทรัมป์สะท้อนความเป็นจริงและตอบโจทย์ของชนชนชั้นกลาง ซึ่งทรัมป์จะได้ฐานคะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้

ขณะที่นางคลินตัน แม้จะเคยสนับสนุนการค้าเสรี โดยเฉพาะเรื่องข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี แต่ว่าตอนนี้ก็เปลี่ยนทิศทางเหมือนกัน ข้อดีอย่างหนึ่งคือเชื่อว่าถ้าคลินตันขึ้นมาคงเปลี่ยนทิศทางแต่ไม่ถึงกับยกเลิกการค้าเสรี แต่หาก โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาจะทำให้อเมริกากลับไปเหมือนโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือจะโดดเดี่ยว ไม่อยากยุ่งกับโลกนัก

“บางทีสิ่งที่เป็นประโยชน์กับโลกอาจไม่เป็นประโยชน์กับไทย หากทรัมป์มา จีนกับรัสเซียอาจจะทำอะไรได้ตามใจชอบในยุโรป แต่ในเรื่องการทหารน่าจะดีกับไทยเพราะเขาไม่ค่อยรู้จักไทย ไม่ค่อยสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เขาอาจจะดึงบริษัทลงทุนจากอเมริกาออกไปจากประเทศไทย ส่วนคลินตันอาจจะดีกับโลกแต่ไม่ดีต่อไทย เพราะพรรคเขาให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี ภาวะโลกร้อน ถ้าเราทำสิ่งนี้ไม่ดี เขาจะลงโทษเราได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือคลินตัน ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ต้องคงอยู่ต่อไป”

T1032082   'คลินตัน'มาจะโฟกัสเอเชียต่อ

นายแซม โปโตลิชชิโอ ผู้อำนวยการ Global and Custom Education, McCourt School of Public Policy มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ในสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่า ถ้านางคลินตันได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นจุดยืนของนโยบายที่แข็งกร้าวกว่านโยบายของนายบารัก โอบามา แต่โดยรวมจะเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องกัน

ประเด็นสำคัญสำหรับภูมิภาคเอเชีย คือ ข้อตกลงทีพีพี ซึ่งต้องรอดูว่านางคลินตันจะเปลี่ยนท่าทีจากการหาเสียงเลือกตั้งที่คัดค้านข้อตกลงดังกล่าว และจะมีเสียงสนับสนุนทางการเมืองมากพอที่จะผลักดันข้อตกลงฉบับนี้หรือไม่ โดยส่วนตัวประเมินโอกาส 75% ที่คลินตันจะปรับเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนทีพีพี เนื่องจากมองว่าที่คลินตันหันมาคัดค้านทีพีพีเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เหนือความคาดหมายจากนายเบอร์นี่ แซนเดอร์ส คู่แข่งขันในช่วงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตและกลุ่มฝ่ายซ้ายในพรรค

นายโปโตลิชชิโอกล่าวต่อไปว่า ต้องอย่าลืมว่า นโยบาย “ปักหมุดในเอเชีย” (Pivot to Asia) ของโอบามานั้น เกิดขึ้นในสมัยที่นางคลินตันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการวางแผนนโยบายดังกล่าว ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าหากนางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดี เอเชียจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

ส่วนนโยบายการต่างประเทศของทรัมป์แม้หลายคนบอกว่ายากที่จะคาดการณ์ แต่เชื่อว่าถ้าทรัมป์ชนะ จะมีผู้ที่เคยช่วยประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันคนก่อนๆ ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล เขามาช่วยเหลือทรัมป์ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น มองว่านโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์อาจจะไม่ฉีกแนวไปจากรัฐบาลเก่าๆ ของรีพับลิกันมากเท่าที่หลายคนคาด

  การค้าไทยกระทบทางอ้อม

รศ.ดร.วิวัฒน์ มุ่งการดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทรัมป์มีนโยบายที่จะเจรจาเขตการค้าเสรีใหม่ เพราะทรัมป์คิดว่าสหรัฐฯ เสียเปรียบ เพราะอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะอยู่ในประเทศที่มีแรงงานถูก เช่น จีน ทรัมป์จะเรียกกลับมาเพื่อให้คนในประเทศมีงานทำ และจะลดภาษีให้จาก 35% ซึ่งสูงที่สุดในโลกเหลือ 15% และเขาอาจจะดึงเงินกลับโดยขึ้นดอกเบี้ย และการกีดกันผู้อพยพชาวต่างชาติ เพราะมาแย่งงานในอเมริกา แม้จะเป็นชนบทก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โอกาสที่คลินตันจะชนะมีมากกว่า 80% เพราะจากการรายงานของซีเอ็นเอ็น คะแนนอยู่ 268 เสียง หากชนะ 1 รัฐที่สวิงก็ชนะแล้ว แต่ทรัมป์จะชนะ ต้องได้สวิงสเตท 4 รัฐ ส่วนเรื่องเอฟบีไอไม่สืบสวนกรณีอีเมล์ของนางคลินตันต่อ เพราะมองว่าเขากลัวโดนปลดและรู้ว่าคลินตันมาแน่

ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียว แต่คนที่พ่ายแพ้คือคนอเมริกันทั้งชาติ โพลบอกว่าคนที่เลือกทรัมป์อันดับ 1 เพราะไม่ชอบคลินตัน ถามคนเลือกคลินตันก็บอกว่าเพราะไม่ชอบทรัมป์ กลายเป็นว่า 2 คนนี้ คนที่เลือกคือเกลียดอีกฝั่ง

ส่วนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศไทยเป็นเพียงห่วงโซ่อุปทานที่ส่งวัตถุดิบเข้าไปให้เขาผลิต ก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม หากสหรัฐฯ กีดกันการค้า เพราะจีนจะได้รับผลกระทบ ซึ่งสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนก็จะมีปัญหา สินค้าปลายทางที่ผลิตในจีนจะเริ่มมีปัญหา ซึ่ง ประเทศที่ส่งออกไปจีนมากที่สุด ได้แก่ เมียนมาร์ สิงค์โปร์ รวมถึงฮ่องกง ที่พึ่งตลาดจีน และถ้าเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนเกิดการชะลอตัว มีความเสี่ยงที่จะติดลบได้

“อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐอเมริกาเลือกที่จะกีดกันทางการค้า นี่คือการฆ่าตัวตาย เพราะสหรัฐฯ พึ่งไทยเช่นกัน 20 % ของการนำเข้าทั้งหมดมาจากจีน ถ้าสหรัฐฯ กีดกันการค้า ราคาสินค้าในประเทศเขาจะพุ่งสูง เพราะประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าให้ได้ต้นทุนต่ำสู้จีนไม่ได้ และจะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจของเขา”

 ปัจจัยหนุนชัยชนะทรัมป์-คลินตัส

รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าใครจะแพ้หรือชนะ มีดังนี้ 1.วัฏจักรการเมืองของอเมริกา ซึ่งเก้าอี้ประธานาธิบดีวนอยู่ที่ 2 พรรคเป็นเวลานับร้อยปี ปัจจุบันเดโมแครตเป็นรัฐบาลมาแล้ว 8 ปี ถ้าคนอเมริกันเบื่อแล้วก็เป็นทีของทรัมป์ ที่เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน แต่เท่าที่ดูแนวโน้ม น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของรีพับลิกัน

2.ความไม่พอใจของคนอเมริกันที่ไม่พอใจที่อเมริกาเสื่อมลง ซึ่งนโยบายของทรัมป์ตีโจทย์แตกว่าอะไรคือสาเหตุให้อเมริกาเสื่อม และจะทำให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไร ซึ่งทรัมป์จะได้เปรียบ

3.ปัจจัยด้านบุคลิกภาพที่เป็นตัวกำหนด จากการดีเบตทั้ง 3 ครั้ง คลินตันพยายามโจมตีเรื่องส่วนตัวและบุคลิกของทรัมป์ ขณะที่คลินตันมีปัญหาเรื่องอีเมล์ จากที่มีคะแนนนำก็กลับมาสูสี ขณะที่แอลเอไทม์บอกว่าทรัมป์ชนะ ส่วนฟ็อกส์และเอ็นบีซีบอกว่าคลินตันชนะ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World