thansettakij
thansettakij
ธนาคารกลางไม่เพิ่มมาตรการ จับตาท่าทีเฟดขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค.

ธนาคารกลางไม่เพิ่มมาตรการ จับตาท่าทีเฟดขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค.

02 พ.ย. 59 | 10:00 น.
อัปเดตล่าสุด :02 พ.ย. 59 | 14:34 น.
ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ขยับระยะเวลาของเป้าหมายเงินเฟ้อออกไป ขณะที่นักลงทุนจับตาท่าทีของเฟดในการประชุมสัปดาห์นี้เพื่อดูสัญญาณของแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

สัปดาห์นี้มีการประชุมของธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกหลายแห่ง อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดหมายว่าจะไม่มีการเปลี่ยนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในการประชุมระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้เช่นเดิม ด้วยการคงเป้าหมายผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ 0% พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์บางแห่งไว้ที่ -0.1% และไม่มีการปรับเปลี่ยนมาตรการซื้อสินทรัพย์จากเป้าหมาย 80 ล้านล้านเยนต่อปี

ขณะเดียวกันในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจประจำไตรมาสฉบับล่าสุด บีโอเจได้ปรับเปลี่ยนคาดการณ์ระยะเวลาที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นถึงระดับเป้าหมาย 2% ออกไปเป็นช่วงปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2562 เลื่อนออกไปจากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ในปีงบประมาณ 2650 หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเยน เป็นปัจจัยที่ทำให้โอกาสที่จะดึงเงินเฟ้อขึ้นมาสู่เป้าหมายตามกำหนดเดิมเป็นไปได้ยาก

บีโอเจคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตไว้ที่ 1% ในปีงบประมาณ 2559 1.3% ในปี 2560 และ 0.9% ในปี 2561 ขณะที่ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงจาก 0.1% เป็น -0.1% ในปีงบประมาณ 2559 จาก 1.7% เป็น 1.5% ในปี 2560 และจาก 1.9% เหลือ 1.7% ในปี 2561 “ความเสี่ยงต่อทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเอนเอียงไปทางด้านลบ” บีโอเจระบุในรายงาน

สำหรับการประชุมของธนาคารกลางออสเตรเลียในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์หลังจากปรับลดลงเมื่อเดือนสิงหาคม นายฟิลิป โลว์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย กล่าวว่า “เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับปานกลาง การลงทุนด้านการทำเหมืองที่ลดลงอย่างมากถูกทดแทนด้วยการเติบโตในด้านอื่นๆ รวมถึงการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ความต้องการภายในประเทศ และการส่งออก”

นอกจากนี้เศรษฐกิจออสเตรเลียยังได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขยับตัวขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวของแนวโน้มเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของออสเตรเลีย

ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่มีกำหนดประชุมในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน นักวิเคราะห์เห็นพ้องต้องกันว่าความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลการประชุม ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าเฟดจะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน โดยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.25-0.5% แต่ตลาดจะจับตามองการส่งสัญญาณของเฟดเกี่ยวกับการประชุมครั้งหน้าในเดือนธันวาคม ว่าจะมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แม้พัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาจะยังมีทิศทางปะปนกันระหว่างการบริโภคและลงทุนที่อ่อนแอลงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดแรงงานมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ถ้าเศรษฐกิจยังสามารถประคองสัญญาณการฟื้นตัวที่สอดคล้องกับที่เฟดประเมินไว้ภายใต้ปัจจัยเสี่ยง เชื่อว่าเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคม

ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 2 พฤศจิกายน และนักเศรษฐศาสตร์คาดหมายว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลังจากถูกปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.25% ในเดือนสิงหาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากการทำประชามติ แต่ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเติบโตในไตรมาส 3 ที่ดีกว่าความคาดหมาย ก็ลดความจำเป็นที่บีโออีจะต้องเร่งปรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมลงไป

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าบีโออีจะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2560 เนื่องจากเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้อ่อนแอลงในปีหน้า

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World