thansettakij
thansettakij
ชำแหละ "รายงาน PISA 2025" พบข้อมูลสำคัญ เมื่อเด็กใช้ AI ทำการบ้าน

ชำแหละ "รายงาน PISA 2025" พบข้อมูลสำคัญ เมื่อเด็กใช้ AI ทำการบ้าน

เจาะลึกผลประเมิน PISA 2025 จาก OECD ชี้เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม เด็กพึ่ง AI chatbot ทำการบ้านฉุดคะแนนวิทยาศาสตร์ดิ่งเหวเท่ากับเรียนช้ากว่าเพื่อน 1 ปี ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสู่ยุค AI Divide

KEY

POINTS

  • รายงาน PISA 2025 ของ OECD พบว่านักเรียนที่ใช้ AI แชตบอตทำการบ้าน เช่น สรุปบทความหรือร่างงานส่ง มีคะแนนวิทยาศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้โดยเฉลี่ย 20 คะแนน
  • ช่องว่างคะแนนดังกล่าวเทียบเท่ากับระยะเวลาการเรียนรู้ในโรงเรียนที่หายไปถึง 1 ปีเต็ม
  • OECD ชี้ว่าการใช้ AI เป็นทางลัดเพื่อเลี่ยงกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง จะทำลายพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ที่แท้จริง
  • การใช้ AI อย่างไม่ถูกต้องกำลังสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "AI Divide" ซึ่งนักเรียนด้อยโอกาสจะเสียเปรียบมากขึ้น

การประกาศผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2025 โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการศึกษาทั่วโลก มีนักเรียนอายุ 15 ปีเข้าร่วมการประเมินกว่า 760,000 คน จาก 91 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ

ผลลัพธ์ในภาพรวมสะท้อนถึงวิกฤตความถดถอยของระบบการศึกษาในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิดและการเสพติดหน้าจอต่อทักษะการเรียนรู้ของเยาวชน

จนเกิดการเตือนภัยถึงแนวโน้มช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและดิจิทัลในรูปแบบใหม่ หรือ "AI Divide" ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินขีดความสามารถการแข่งขันและคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศในศตวรรษที่ 21

เจาะวิกฤต PISA 2025: ภาพรวมความถดถอยครั้งประวัติศาสตร์ของ OECD

ผลการประเมิน PISA 2025 แสดงให้เห็นถึงการร่วงหล่นของระดับคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ทั้ง 3 ทักษะหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ ซึ่งดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดเท่าที่เคยมีการประเมินมา

โดยวิชา "การอ่านบันทึก" สถิติการลดลงที่รุนแรงที่สุด คะแนนเฉลี่ยของ OECD ร่วงลงถึง 28 คะแนน และคณิตศาสตร์ลดลงถึง 22 คะแนน ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2025 ขณะที่วิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นจุดเน้นหลักของการประเมินรอบนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

ความเสื่อมถอยนี้เด่นชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อพบว่า ปัจจุบันมีสัดส่วนนักเรียนในประเทศ OECD ถึง 20% ที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีสมรรถนะต่ำ (Low Performers) ในทั้ง 3 สาขาวิชา ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจาก 16% ในปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ

เด็กกลุ่มนี้ขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตประจำวันในยุคปัจจุบัน

โดยรายงานระบุว่าภาวะคะแนนตกต่ำนี้เป็นผลสืบเนื่องระยะยาวที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบ่งชี้ถึงความท้าทายในระดับโครงสร้างระบบการศึกษาที่ไม่สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีได้ทันท่วงที

ดาบสองคม AI: เมื่อการใช้ผิดวิธีฉุดคะแนนดิบดิ่งเหวเท่ากับหายไป 1 ปี

ประเด็นร้อนแรงที่สุดในการประเมินรอบนี้คือ การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของนักเรียน โดยพบว่าเยาวชน 46% ในกลุ่มประเทศ OECD ใช้ AI แชตบอต เช่น ChatGPT เป็นรายสัปดาห์หรือมากกว่านั้นเพื่อช่วยในการเรียนรู้ 

ทว่า ข้อมูลเชิงลึกกลับเผยความจริงที่น่าตกใจว่า นักเรียนที่ใช้ AI แชตบอตในการทำงานเฉพาะทาง เช่น การสรุปบทความที่ต้องอ่าน การร่างข้อความสำหรับส่งงาน หรือการทำวิจัยเบื้องต้น กลับมีคะแนนสอบในวิชาวิทยาศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มนักเรียนที่ไม่ใช้ AI เฉลี่ยถึง 20 คะแนน โดยช่องว่างคะแนนที่แตกต่างกันในระดับนี้ เทียบเท่ากับระยะเวลาการเรียนรู้ในโรงเรียนถึง 1 ปีเต็ม

OECD อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการบริโภคเนื้อหาหรือข้อมูลสำเร็จรูปจากเทคโนโลยี แต่เกิดจากกระบวนการที่เรียกว่า "การดิ้นรนทางความคิดอย่างมีประสิทธิผล" ของสมองมนุษย์ในการทำความเข้าใจเนื้อหาใหม่

เมื่อใดก็ตามที่นักเรียนนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อหาหางลัดหรือเลี่ยงกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง เทคโนโลยีจะทำลายพัฒนาการทางสมองและการสะสมความรู้ทันที ในทางตรงกันข้าม เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อถูกใช้เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ในระดับที่ลึกขึ้น

โดยนักเรียนที่ใช้ AI เพื่อจุดประสงค์ในการเรียนรู้ทั่วไปเป็นรายสัปดาห์ และได้รับการฝึกทักษะความเข้าใจเกี่ยวกับ AI (AI Literacy) จากทางโรงเรียน จะมีระดับคะแนนที่สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่ขาดการแนะนำอย่างเหมาะสม

"AI Divide" ความเหลื่อมล้ำสายพันธุ์ใหม่: บทเรียนราคาแพงจาก "งบประมาณ" ที่ไม่การันตีคุณภาพ

รายงาน OECD ระบุด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำที่น่ากังวลที่สุดคือ วิกฤต "AI Divide" หรือช่องว่างการเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทัน AI นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมได้เปรียบ ได้รับโอกาสจากโรงเรียนในการฝึกฝนทักษะการประเมินความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่สร้างโดย AI มากกว่ากลุ่มนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สิ่งนี้กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำซ้อนความเหลื่อมล้ำ และขยายช่องว่างความสามารถการแข่งขันระหว่างเด็กสองกลุ่มให้ห่างออกจากกันยิ่งขึ้นในศตวรรษหน้า

นอกจากนี้ PISA 2025 ยังทลายมายาคติเดิมที่เชื่อว่างบประมาณด้านการศึกษาที่สูงกว่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จที่มากกว่า ผลการประเมินพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายการศึกษาและการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุดเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งกว่าจำนวนเงินลงทุน

ยกตัวอย่างเช่นประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งจัดเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณลงทุนด้านการศึกษาสูงที่สุดในโลกต่อหัวนักเรียน สูงถึง 288,521 ดอลลาร์สหรัฐ กลับได้คะแนนเฉลี่ยวิชาวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าประเทศไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ลงทุนงบประมาณด้านการศึกษาไม่ถึงครึ่งหนึ่งของลักเซมเบิร์กด้วยซ้ำ

พฤติกรรม "Hasty Reading" พิษเทคโนโลยีหน้าจอทำลายสมาธิเด็กยุคใหม่

วิกฤตคะแนนการอ่านที่ตกต่ำอย่างหนักมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการเสพสื่อดิจิทัลของเด็กยุคปัจจุบัน รายงาน PISA ชี้ว่า อิทธิพลของหน้าจอสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจในระยะสั้น ส่งผลให้พฤติกรรมการอ่านของเด็กเปลี่ยนไปเป็นการสแกนผ่าน ๆ ขาดความอดทนในการอ่านข้อความยาว ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลายแหล่ง 

ลักษณะอาการนี้นำไปสู่ปัญหา "การอ่านแบบเร่งรีบแต่ขาดความถูกต้อง หรือ Hasty Reading" ซึ่งเกือบเท่าตัวเพิ่มขึ้นเป็น 9% ของนักเรียนทั้งหมดในระหว่างปี 2018 ถึง 2025 พฤติกรรมนี้สะท้อนว่า เด็กตอบคำถามอย่างรวดเร็วโดยใช้สัญชาตญาณหรือความเคยชิน แทนที่จะใช้การคิดวิเคราะห์เชิงลึกและการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ปัจจุบันเด็กอายุ 15 ปีในกลุ่มประเทศ OECD น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เพียง 46% ที่มีพฤติกรรมตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ ส่งผลให้เยาวชนส่วนใหญ่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ในโลกออนไลน์อย่างง่ายดาย

อีกปัจจัยหนึ่งคือปัญหาสิ่งรบกวนในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โดยเฉลี่ยแล้วมีนักเรียนถึง 28% ในประเทศ OECD ที่ระบุว่าตนเองไม่มีสมาธิเนื่องจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนวอกแวกและถูกดึงความสนใจโดยอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนตัว

ซึ่งสอดคล้องกับผลวิเคราะห์ที่ระบุว่า โรงเรียนที่มีนโยบายแบนโทรศัพท์มือถืออย่างเด็ดขาดหรือมีกฎเกณฑ์การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างเข้มงวด สามารถลดปัญหาการเบี่ยงเบนความสนใจในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โมเดลความสำเร็จ "สิงคโปร์-จีน-เกาหลี" 

สำหรับประเทศที่มีคะแนนนำเป็นกลุ่มหัวกะทิของโลก ได้แก่ สิงคโปร์ และกลุ่มมณฑลของจีน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง ซึ่งครองอันดับสูงสุดทั้ง 3 ทักษะหลัก โดย 4 มณฑลของจีนได้คะแนนสูงสุดในวิชาวิทยาศาสตร์ 597 คะแนนและคณิตศาสตร์ 612 คะแนน

ขณะที่สิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งในวิชาการอ่าน 535 คะแนน โดยในกลุ่มผู้นำนี้รายงานปัญหาการถูกรบกวนจากอุปกรณ์ดิจิทัลในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ต่ำกว่า 10% เนื่องจากความเข้มงวดและการวางรากฐานการอ่านอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ในปี 2025 PISA ได้เปิดตัวแบบทดสอบนวัตกรรมใหม่เพื่อวัด "ทักษะการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ" ซึ่งประเมินความสามารถในการใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น การทดลองเชิงระบบ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ผลการประเมินพบว่าเขตปกครองพิเศษมาเก๊า ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดที่ 572 คะแนน ตามด้วยสิงคโปร์ 563 คะแนน และกลุ่มมณฑลของจีน 560 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน

จากการวิเคราะห์ยังระบุถึงกลุ่มประเทศที่มีทักษะการแก้ปัญหาเชิงคำนวณโดดเด่นเหนือกว่าระดับที่คาดเดาจากคะแนนวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเก๊า และไอซ์แลนด์ สะท้อนถึงการปรับหลักสูตรของประเทศเหล่านี้ที่สามารถมุ่งเน้นการสร้างเยาวชนให้เป็น "ผู้สร้างเทคโนโลยี" ไม่ใช่แค่ "ผู้เสพเทคโนโลยี"

ผ่าคะแนนเด็กไทย: สัญญาณบวกที่ยังต้องตั้งรับโจทย์หินลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อพิจารณาผลการประเมินของประเทศไทย มีประเด็นที่สร้างความประหลาดใจเชิงบวกอย่างมาก ข้อมูลแถลงข่าวอย่างเป็นทางการระบุว่า คะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยขยับเพิ่มขึ้นครบทั้ง 3 ด้านเมื่อเทียบกับรอบปี 2022 โดยมีคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 432 คะแนน เพิ่มขึ้นถึง 23 คะแนน วิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และวิชาการอ่านอยู่ที่ 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน

ส่งผลให้อันดับโลกของประเทศไทย ขยับเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 58 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 53 ของโลก จากกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 8,547 คน ในสถานศึกษา 273 แห่ง

หากทำการเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน คะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยที่ 432 คะแนนนั้น ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาค โดยสูงกว่า มาเลเซีย (419 คะแนน) อินโดนีเซีย (389 คะแนน) กัมพูชา (382 คะแนน) และฟิลิปปินส์ (373 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญ

 

ที่มาข้อมูล - www.oecd.org