thansettakij
thansettakij
Data Center บูม โลกโซเชียลตั้งคำถาม “ไทยได้อะไร” ห่วงไฟฟ้า-น้ำ-ชุมชน

Data Center บูม โลกโซเชียลตั้งคำถามไทยได้อะไร ห่วงไฟฟ้า-น้ำ-ชุมชน

07 ก.ย. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ย. 69 | 09:18 น.

Data Center บูม แต่เสียงโซเชียลเริ่มถามหนัก “ไทยได้อะไร” พบ 32.1% กังวลไฟฟ้า-น้ำ-ความปลอดภัย ขณะที่ 43.8% จี้รัฐวางกติกาโปร่งใส คุมผลกระทบ

KEY

POINTS

  • โลกโซเชียลตั้งคำถามถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุน Data Center นอกเหนือจากเม็ดเงินลงทุน โดยต้องการเห็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • สังคมแสดงความกังวลอย่างสูงต่อการใช้ทรัพยากรปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและค่าครองชีพของประชาชน
  • เกิดข้อห่วงใยด้านความปลอดภัยในการตั้ง Data Center ใกล้พื้นที่ชุมชนและเมือง พร้อมเรียกร้องให้มีกฎหมายและการกำกับดูแลที่ชัดเจนและโปร่งใส

การขยายตัวของ Cloud, AI และบริการดิจิทัล ทำให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ามาลงทุน

อย่างไรก็ตาม กระแส Data Center ในกรุงเทพฯ เริ่มทำให้มุมมองของสังคมเปลี่ยนจากเรื่องการลงทุนและเทคโนโลยี ไปสู่คำถามเรื่องผลกระทบและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ dxt:360 สำรวจบทสนทนาบนสื่อสังคมออนไลน์ช่วงวันที่ 16 สิงหาคม-3 กันยายน 2569 เพื่อดูทิศทางความคิดเห็นของประชาชนต่อ Data Center ทั้งในมิติของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ทรัพยากร ความปลอดภัย และการกำกับดูแล

ผลสำรวจสะท้อนว่า แม้ Data Center ยังคงถูกเชื่อมโยงกับการเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของประชาชน คำถามกลับขยายไปถึงต้นทุนและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการใช้พลังงาน น้ำ ความปลอดภัยของพื้นที่ชุมชน รวมถึงกฎเกณฑ์และความพร้อมของหน่วยงานกำกับดูแล

AI ยังเป็นประเด็นหลัก แต่ทรัพยากร-ความปลอดภัยไล่ตาม

Data Center บูม โลกโซเชียลตั้งคำถามไทยได้อะไร ห่วงไฟฟ้า-น้ำ-ชุมชน

จากการวิเคราะห์บทสนทนา พบว่า 5 ประเด็นที่มีการพูดถึง Data Center มากที่สุด ได้แก่

อันดับ 1 AI เทคโนโลยี และ Digital Infrastructure 33.0% เป็นประเด็นที่มีสัดส่วนสูงสุด สะท้อนภาพ Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับยุค AI และ Cloud ทั้งความต้องการกำลังประมวลผล ชิป และการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

อันดับ 2 พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 21.5% ประเด็นที่ถูกจับตาคือการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงคำถามว่าความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อระบบไฟฟ้าและค่าไฟของประชาชนหรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวลเรื่องการใช้น้ำเพื่อระบบหล่อเย็น ความร้อน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมองหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR

อันดับ 3 ความปลอดภัย กฎหมาย และการตั้ง Data Center ในเมือง 20.4% กระแสข่าวเกี่ยวกับ Data Center ย่านพระราม 9 ทำให้ประเด็นที่เคยเป็นเรื่องเฉพาะทางกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่การจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรอง ใบอนุญาต การจัดทำ EIA ผังเมือง และประเภทอาคาร ไปจนถึงความเหมาะสมของการตั้ง Data Center ใกล้โรงพยาบาลและชุมชน

อันดับ 4 การลงทุน เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ต่อประเทศไทย 17.1% แม้การลงทุนจากต่างชาติและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวก แต่คำถามในโลกออนไลน์เริ่มเปลี่ยนจาก “มีเงินลงทุนเข้ามาเท่าไร” เป็น “ประเทศไทยได้อะไร” โดยเฉพาะการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าให้ธุรกิจและบุคลากรไทย

อันดับ 5 ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ 8.0% แม้มีสัดส่วนต่ำที่สุด แต่สะท้อนข้อเรียกร้องเรื่องบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล กระบวนการอนุญาต และความโปร่งใสในการดำเนินงาน

63.2% ยังไม่เลือกข้าง Data Center

เมื่อวิเคราะห์ท่าทีของผู้ใช้งานโซเชียล พบว่าสังคมยังไม่ได้แบ่งเป็นฝ่าย “สนับสนุน” หรือ “ต่อต้าน” Data Center อย่างชัดเจน โดย 63.2% ยังไม่แสดงจุดยืน แต่เป็นการให้ข้อมูล ตั้งคำถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

Data Center บูม โลกโซเชียลตั้งคำถามไทยได้อะไร ห่วงไฟฟ้า-น้ำ-ชุมชน

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่การใช้ไฟฟ้าและน้ำ การจ้างงาน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงกฎหมายและมาตรการความปลอดภัย สะท้อนว่า Data Center ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ประชาชนกำลังทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบในหลายด้าน

ขณะที่ 32.1% แสดงความกังวลหรือไม่เห็นด้วย โดยไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธ Data Center ในฐานะเทคโนโลยี แต่เป็นความกังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและทรัพยากร ความปลอดภัย การตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองและชุมชน รวมถึงความพร้อมของระบบกำกับดูแล

ส่วนกลุ่มที่ สนับสนุนหรือยอมรับได้ภายใต้เงื่อนไขมี 4.7% โดยมองว่า Data Center มีความจำเป็นต่อ AI เศรษฐกิจดิจิทัล และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่การสนับสนุนมาพร้อมเงื่อนไขด้านความปลอดภัย กฎหมาย และการบริหารทรัพยากรที่เหมาะสม

กติกาชัด-ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า คือโจทย์จากโซเชียล

เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นที่เสนอแนวทางจัดการ พบว่าเสียงจากโซเชียลไม่ได้เรียกร้องให้หยุดการลงทุน Data Center แต่ให้น้ำหนักกับการวางกติกาและลดผลกระทบมากกว่า

Data Center บูม โลกโซเชียลตั้งคำถามไทยได้อะไร ห่วงไฟฟ้า-น้ำ-ชุมชน

อันดับแรกคือ กฎหมาย การกำกับดูแล และความโปร่งใส 43.8% โดยต้องการหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตั้งแต่กระบวนการอนุญาต การประเมินผลกระทบ ไปจนถึงการกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่สามารถตรวจสอบและรับผิดชอบได้

อันดับสองคือ การจัดการทรัพยากรและผลประโยชน์ให้คุ้มค่า 38.0% โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศต้องใช้เพื่อรองรับ Data Center ขณะที่ประชาชนต้องการเห็นผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย ทั้งการจ้างงาน รายได้ ภาษี การพัฒนาบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

อันดับสาม การจัดการพื้นที่ตั้งและความปลอดภัยของชุมชน 18.2% มีข้อเสนอให้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center โดยพิจารณาระยะห่างจากพื้นที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล และสถานศึกษา รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการจัดการเชื้อเพลิงสำรอง

โจทย์ Data Center ไม่ใช่แค่ “ลงทุนเท่าไร”

ภาพจาก Social Listening สะท้อนว่า Data Center ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนสถานะจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ไปเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจมากขึ้น

แม้โอกาสจาก AI, Cloud และเศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นแรงผลักสำคัญ แต่การขยายตัวของ Data Center ก็มาพร้อมต้นทุนด้านพลังงาน ทรัพยากร ความปลอดภัย และการใช้พื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ภาครัฐและผู้ลงทุนต้องนำมาพิจารณาควบคู่กัน

บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนว่าไทยไม่ได้เผชิญโจทย์นี้เพียงประเทศเดียว หลายประเทศต้องหาสมดุลระหว่างการดึงดูด Data Center กับข้อจำกัดด้านพลังงาน ทรัพยากร และผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ ขณะที่สิงคโปร์เองเคยทบทวนแนวทางการอนุมัติ Data Center เพื่อกำหนดเงื่อนไขและมาตรฐานให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของประเทศ

ดังนั้น คำถามจากโลกโซเชียลจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประเทศไทยควรมี Data Center หรือไม่” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ หาก Data Center จะเติบโตในประเทศไทย เงินลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจจะถูกเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างไร โดยไม่ผลักต้นทุนและความเสี่ยงกลับไปให้สังคมรับภาระ