thansettakij
ถอดบทเรียน WEF 2026 ผู้นำโลกชี้ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ เป็นระบบพื้นฐานโลกใหม่

ถอดบทเรียน WEF 2026 ผู้นำโลกชี้ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ เป็นระบบพื้นฐานโลกใหม่

30 ม.ค. 2569 | 03:29 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ม.ค. 2569 | 03:51 น.

เทคกูรู ชี้ผู้นำโลกที่ World Economic Forum 2026 ระบุชัด AI เป็นระบบพื้นฐานใหม่เปลี่ยนโลก เตือนแรงงาน White-collar กระทบหนัก 40% ขณะสหรัฐฯ ทุ่มหนัก 16.25 ล้านล้านบาท คุมสมรภูมิรบ AI โลก แนะองค์กรไทยเร่งปรับตัว

KEY

POINTS

  • ผู้นำโลกในการประชุม WEF 2026 มีมุมมองตรงกันว่า AI ไม่ใช่กระแสชั่วคราวหรือฟองสบู่ แต่เป็น "ระบบพื้นฐาน" ใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกในทุกมิติ
  • AI ถูกคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่องานทั่วโลกถึง 40% และอาจมีความสามารถฉลาดกว่ามนุษย์ได้ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ทำให้เกิดการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำ
  • มุมมองของภาคธุรกิจเปลี่ยนจากความตื่นเต้น (Hype) ไปสู่การเรียกร้องผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่แท้จริง โดยเน้นการนำ AI มาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่การตกแต่ง

การประชุมผู้นำโลก World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  กลายเป็นเวทีที่ AI ครองทุกการสนทนา แซงหน้าประเด็นร้อนอย่างสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกขึ้นเวทีพร้อมกัน ส่งสัญญาณชัดว่า AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่คือ “ระบบพื้นฐาน” ที่กำลังเปลี่ยนตรรกะของการเงิน พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และการบริหารโลก

ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอพพ์เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) วิเคราะห์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่ Davos ปีนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่คนไทยและองค์กรไทยต้องจับตา

The Day After AGI: เซสชันสำคัญที่สุดของ Davos 2026

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่สุดของ Davos ปีนี้คือเซสชัน “The Day After AGI” ที่นำโดย เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ซีอีโอ Google DeepMind ผู้ได้รับรางวัลโนเบล และ ดาริโอ อโมเด (Dario Amodei) ซีอีโอ Anthropic ดำเนินรายการโดย แซนนี มินตัน เบดโดส (Zanny Minton Beddoes) บรรณาธิการบริหาร The Economist

เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ให้มุมมองที่รอบคอบว่า AI ปัจจุบันแม้จะน่าประทับใจ แต่ยัง “ห่างไกลมาก” จาก AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่ฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ โดยให้โอกาส 50-50 ว่า AGI จะมาถึงภายใน 5-10 ปี แต่ไม่ใช่ด้วยโมเดลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

เขาชี้ว่ายังขาดส่วนผสมสำคัญ (Missing Ingredients) ได้แก่: Few-shot Learning: ความสามารถในการเรียนรู้จากตัวอย่างเพียงไม่กี่ตัวอย่าง Continuous Learning: การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและปรับตัวได้หลังจากการฝึก Long-term Memory: หน่วยความจำระยะยาวที่ดีขึ้น สามารถเก็บเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้อง Reasoning & Planning: การใช้เหตุผลและวางแผนระยะยาวได้อย่างน่าเชื่อถือ และ World Model: ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับฟิสิกส์ พื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ในโลกจริง

ถอดบทเรียน WEF 2026 ผู้นำโลกชี้ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ เป็นระบบพื้นฐานโลกใหม่ ฮัสซาบิส อธิบายว่าโมเดลปัจจุบันไม่สามารถปรับแต่งหรือเปลี่ยนโครงสร้างหลังจากการฝึกได้ เราต้องการระบบที่เรียนรู้ในโลกจริงและปรับเปลี่ยนตามเวลา

ถอดบทเรียน WEF 2026 ผู้นำโลกชี้ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ เป็นระบบพื้นฐานโลกใหม่ โดยเขานิยาม AGI ว่าเป็นระบบที่แสดงความสามารถทางปัญญาได้ครบทุกประเภทเท่าที่มนุษย์ทำได้ ตั้งแต่การวิเคราะห์ แก้ปัญหา ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ระดับสูงสุด

ในทางตรงกันข้าม ดาริโอ อโมเด (Dario Amodei) มองว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาเร็วกว่ามาก โดยคาดการณ์ว่า AI จะแทนที่งานของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งหมดภายใน 1 ปี ทำวิจัยระดับโนเบลได้ในหลายสาขาภายใน 2 ปี และ 50% ของงาน White-collar จะหายไปภายใน 5 ปี พร้อมย้ำว่าเราหยุดไม่ได้เพราะคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็กำลังสร้างเทคโนโลยีเดียวกันด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน

ถอดบทเรียน WEF 2026 ผู้นำโลกชี้ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ เป็นระบบพื้นฐานโลกใหม่ ขณะที่ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าตอนนี้คือช่วงเวลาชี้ขาดที่ต้องเร่งสร้างกฎกติกาควบคุม AI ก่อนที่จะสายเกินไป ส่วนผู้นำเทคโนโลยีคนอื่นอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประกาศว่าภายในปลายปี 2569 หรืออย่างช้าปี 2570 เราอาจมี AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์คนใดคนหนึ่ง และภายใน 5 ปี AI อาจฉลาดกว่ามนุษย์ทุกคนรวมกัน

จาก Hype สู่ ROI: ธุรกิจต้องการผลลัพธ์จริง

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากปีที่แล้วคือผู้นำธุรกิจไม่ได้ตื่นเต้นกับ AI อีกต่อไป แต่กำลังถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ผลวิจัยจาก PwC ชี้ว่ากว่าครึ่งของบริษัทที่นำ AI มาใช้ระบุว่าได้ผลตอบแทนเป็น “ศูนย์”

ขณะที่ McKinsey พบว่าเกือบ 2 ใน 3 ยังขยายผลไปไม่ถึงระดับองค์กร ปัญหาคือหลายองค์กร “แค่เอา AI มาตกแต่งหน้าร้าน” แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานจริงๆ ดารา โคสโรว์ชาฮี (Dara Khosrowshahi) ซีอีโอ Uber และ รอย เจคอบส์ (Roy Jakobs) ซีอีโอ Philips เน้นย้ำว่าการนำ AI มาใช้ต้องหมายถึงการ “ออกแบบวิธีทำงานใหม่ทั้งหมด”

สัญญาณเตือน: 40% ของงานจะถูกกระทบ

คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนว่า AI กำลังมาเหมือน “สึนามิ” ที่จะกระทบงานทั่วโลกเฉลี่ย 40% และแม้แต่ประเทศที่เตรียมพร้อมที่สุดก็ยังไม่พร้อมพอ

ขณะที่ แลร์รี ฟิงก์ (Larry Fink) ซีอีโอ BlackRock เตือนแรงว่าหาก AI ทำกับแรงงาน White-collar เหมือนยุคโลกาภิวัตน์ทำกับแรงงาน Blue-collar เราต้องเผชิญความจริงและมีแผนที่น่าเชื่อถือ

ส่วน เจนเซน ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ NVIDIA มองบวกว่า AI จะสร้างงานฝีมือมากขึ้น เช่น ช่างประปาและช่างไฟฟ้า

ลงทุนครั้งประวัติศาสตร์: Stargate 500,000 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ มองว่า AI คือสมรภูมิทางเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยมีการประกาศโครงการ Stargate มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ (16.25 ล้านล้านบาท) ความร่วมมือระหว่าง OpenAI, Oracle และ SoftBank เพื่อสร้าง Data Center ยักษ์

โดย สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอ Microsoft พร้อมทุ่มงบปีเดียว 80,000 ล้านดอลลาร์ (2.6 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ดาริโอ อโมเด (Dario Amodei) ยังชี้ว่าการไม่ขายชิปให้จีนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพื่อให้มีเวลาจัดการกับ AI ที่อาจหลุดการควบคุม

5 ทางรอดคนไทยและองค์กรไทย

ดร.กอบกฤตย์ ให้ข้อเสนอแนะ 5 ข้อเพื่อการปรับตัว ประกอบด้วย

  1. เร่ง Upskill/Reskill อย่างจริงจัง: เน้นทักษะที่ AI ทำไม่ได้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์เชิงลึก การสื่อสารโน้มน้าว และความสามารถในการปรับตัว
  2. อย่าแค่ ‘ทา AI’ แต่ต้อง ‘เปลี่ยนกระบวนการ’: องค์กรไทยต้องกล้าคิดใหม่ตั้งแต่กระบวนการทำงาน (Redesign) ไม่ใช่แค่เอา AI มาช่วยงานเดิม
  3. ใส่ใจ Data และ Governance: ลงทุนในพื้นฐานข้อมูลที่สะอาด (Clean Data) มีกระบวนการชัดเจน และมีธรรมาภิบาลที่ดี
  4. เตรียมรับมือ AI Agent: คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 กว่า 40% ของแอปพลิเคชันองค์กรจะมี AI Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้ครบวงจรฝังอยู่ องค์กรไทยต้องเริ่มศึกษาและทดลองใช้ตั้งแต่ตอนนี้
  5. สร้างความได้เปรียบจากบริบทไทย: พัฒนา AI ที่เข้าใจภาษา กฎหมาย และวัฒนธรรมไทย เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ AI ต่างชาติเข้าไม่ถึง

“เวลาไม่รอใคร ประเทศที่ลงมือก่อนจะได้เปรียบ ประเทศที่รอดูจะตามไม่ทัน ไทยต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่งไหน” ดร.กอบกฤตย์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมยกคำกล่าวของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ว่า “ผมขอเป็นคนมองโลกในแง่ดีแล้วผิดพลาด ดีกว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแล้วถูกต้อง”