KEY
POINTS
วันที่ 21 มกราคม 2569 เกาะติดเวที World Economic Forum 2026 ส่วนหนึ่งการอภิปรายที่น่าสนใจอย่างมาก คือ หัวข้อ "ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะสามารถครองตลาดได้อย่างแท้จริงหรือไม่" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอภิปรายหลากหลายบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องในระดับโลก
ท่ามกลางการแข่งขั้นระหว่างสหรัฐฯ จีน และยุโรปที่กำลังรุนแรงขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแร่ธาตุสำคัญ แบตเตอรี่ และนโยบายอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ซึ่งมีผู้อภิปรายที่สำคัญหลายคน ได้แก่ เกรตเชน วิตเมอร์ (ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน) กุสตาโว ปิเมนตา (CEO ของ Vale) สเตลล่า ลี (รองประธานบริหารของ BYD) และอีเลน บัคเบิร์ก (อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก GM)
เกรตเชน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกนได้กล่าวถึง ข้อได้เปรียบของอเมริกาในการแข่งขันยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ผลิตรถยนต์มากที่สุดในประเทศ
โดยระบุว่า แม้ว่าจะมีอุปสรรคทางการเมืองในประเทศ แต่รัฐมิชิแกนยังคงให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการสร้างทักษะแรงงานเพื่อให้บริษัทสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมทั้งยืนยันว่า "การเปลี่ยนผ่านนี้กำลังเกิดขึ้น" และได้เห็นการร่วมแสดงตัวของรถ EV และรถเครื่องยนต์สันดาปภายในงาน Detroit Auto Show
ในฐานะตัวแทนจากมิชิแกน เราผลิตรถยนต์มากกว่า 20% ของทั้งประเทศ เราภูมิใจมาก แต่ก็ยอมรับว่าตอนนี้มีเเรงต้านหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการเมืองในประเทศ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อมั่นในการกระจายความเสี่ยง เมื่อเร็วๆ นี้ที่งาน Detroit Auto Show เห็นรถ EV และรถเครื่องยนต์สันดาปอยู่ร่วมกัน การเปลี่ยนผ่านนี้กำลังเกิดขึ้น และในฐานะผู้กำหนดนโยบายระดับรัฐ เราโฟกัสที่การสร้างทักษะแรงงานเพื่อให้บริษัทต่างๆ แข่งขันได้ในขณะที่ก้าวไปข้างหน้า
การขยายตัวของ BYD และความสำเร็จของจีน
สเตลล่า ลี จาก BYD กล่าวถึงความสำเร็จของจีนในด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ให้เห็นว่า นโยบายของรัฐบาลจีนในด้าน EV นั้นมีความเสถียรและต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี ซึ่งได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ผลิตในการลงทุนและการแข่งขัน นอกจากนี้ นโยบายของจีนที่มุ่งเน้นการลดคาร์บอนยังส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การขับขี่อัตโนมัติและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยให้ EV ของจีนมีความน่าสนใจและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค จนทำให้ในปี 2025 ยอดขาย EV ในจีนพุ่งถึง 52% ซึ่งผู้บริโภคมีความต้องการอย่างมาก
ในปี 2025 ยอดขาย EV ในจีนพุ่งถึง 52% แล้ว ซึ่งตอนนี้ตลาดขับเคลื่อนด้วยความต้องการของผู้บริโภคเอง ไม่ใช่แค่เงินอุดหนุนจากรัฐ
อีเลน บัคเบิร์ก กล่าวถึง การใช้เครื่องมือทางนโยบายในจีน โดยกล่าวถึงการอุดหนุนการผลิตและการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้ EV โดยเฉพาะในบางเมืองใหญ่ของจีนที่ไม่สามารถจดทะเบียนรถใหม่ได้หากไม่ใช่รถพลังงานใหม่ (NEV)
ขณะเดียวกันในยุโรป แม้ว่าจีนจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยุโรปยังคงนำหน้าในเรื่องของการปรับใช้ (Adoption) โดยเฉพาะในประเทศนอร์เวย์ ที่มียอดขายรถแบตเตอรี่ไฟฟ้าถึง 90% นอกจากนี้ การขับขี่ในสหรัฐฯ ยังมีลักษณะที่แตกต่างจากจีน โดยคนอเมริกันมักขับรถระยะทางไกลกว่าและต้องการรถที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้การปิดช่องว่างราคาทำได้ยากกว่า
ยุโรป แม้จีนจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยุโรปคือนำหน้าเรื่องการปรับใช้ นอร์เวย์มียอดขายรถแบตเตอรี่ไฟฟ้าเกือบ 90% ตามด้วยเดนมาร์กและสวีเดน ในอเมริกาเองรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือโคโลราโดก็มีสถิติที่ไม่ห่างจากจีนนัก
ห่วงโซ่อุปทานและแร่ธาตุสำคัญ
กุสตาโว ปิเมนตา CEO จาก Vale กล่าวถึงความสำคัญของการจัดหาแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งในปี 2035 คาดว่าความต้องการลิเทียมจะถึง 80% โดยเตือนถึงความท้าทายในการสร้างเหมืองใหม่ที่ต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี และความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในการผลิตแร่ธาตุ
โดยเฉพาะในประเทศที่มีการควบคุมตลาดอย่างอินโดนีเซียที่ผลิตนิกเกิลถึง 60% ของตลาดโลก เขาแนะนำให้มีการสร้างความร่วมมือระยะยาวและนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้
ต้นทุนแบตเตอรี่ 50-60% มาจากแร่ธาตุ ความท้าทายคือการสร้างเหมืองใหม่ต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 15 ปี เราต้องทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนรถยนต์ ปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้คือ การออกใบอนุญาตที่ล่าช้า
การชาร์จและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
อีเลน บัคเบิร์ก กล่าวถึงอุปสรรคหลักที่ผู้บริโภคไม่ซื้อ EV คือปัญหาที่เกี่ยวกับสถานีชาร์จสาธารณะ โดยเฉพาะในเมืองที่คนอาศัยในแฟลตหรือคอนโดและไม่มีที่ชาร์จส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สเตลล่า ลี จาก BYD ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการเปิดตัวเทคโนโลยี "Flash Charging" ที่สามารถชาร์จในเวลาเพียง 5 นาที และวิ่งได้ถึง 400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะช่วยลดข้อกังวลเรื่องการชาร์จ EV
ข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนและการรีไซเคิลแบตเตอรี่
ในช่วงคำถามจากผู้ชม กุสตาโว ปิเมนตา ได้กล่าวถึงความสำคัญของการรีไซเคิลแบตเตอรี่และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า รถที่ซื้อนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
ฝั่งอีเลน บัคเบิร์ก ได้กล่าวว่า EV เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ เพราะระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่ใช้พลังงานสูงจะไม่ทำให้ประสิทธิภาพของรถน้ำมันลดลง
ในที่สุด สเตลล่า ลี ได้กล่าวถึงความคืบหน้าของเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ โดยชี้ว่าในจีนกำลังขยับจากระดับ L2 ไปสู่ L3 ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 40% โดยถือเป็นขั้นตอนสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า