KEY
POINTS
วันที่ 19 มกราคม 2569 เกาะติดการประชุม World Economic Forum 2026 หรือ ดาวอส 2026 จัดขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยงานจะมีตั้งแต่วันที่ 19-23 มกราคม 2026 นี้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยแพร่บทความ เศรษฐกิจดิจิทัลอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ : สิ่งที่คาดหวังได้สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2026
รายงานระบุว่า ปี 2026 กำลังก่อตัวขึ้นเป็นช่วงเวลาชี้ขาดของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบการชำระเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี สเตเบิลคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC และโทเคนเงินฝาก) รวมถึงสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน
ทั้งหมดมีบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน การบรรจบกันของกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น การนำไปใช้งานในระดับองค์กรที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างระบบที่ดีขึ้น กำลังผลักดันให้บล็อกเชนก้าวจากการใช้งานเชิงทดลอง ไปสู่การเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่
แนวโน้มต่อไปนี้สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ และชี้ให้เห็นว่าผู้นำระดับโลกควรเตรียมความพร้อมอย่างไร
หนึ่งในปัจจัยเร่งสำคัญต่อการยอมรับเทคโนโลยีใหม่คือความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ในปี 2025 ได้เกิดความคืบหน้าหลายประการด้านการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับโลก สิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นกลุ่มประเทศแรก ๆ ที่ขับเคลื่อนกฎระเบียบด้านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ภายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้มีการออกกฎระเบียบใหม่หลายฉบับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสเตเบิลคอยน์ในฮ่องกง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา กฎหมาย Genius Act ได้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้หลายประเทศทั่วโลกเร่งรัดการออกกฎเกณฑ์ในพื้นที่นี้มากขึ้น
ในปีถัดไป คาดว่าจะมีหลายเขตอำนาจศาลออกแนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติม สำหรับสหรัฐอเมริกา มีข้อเสนอร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งมุ่งเน้นโครงสร้างตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัล ความชัดเจนเชิงนโยบายที่มากขึ้นจะช่วยเอื้อให้นวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถขยายการดำเนินงานได้
รายงานระบุว่า สเตเบิลคอยน์ กำลังกลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างระบบการเงินแบบดั้งเดิมกับระบบกระจายศูนย์ ด้วยเหตุนี้ ปริมาณธุรกรรมของสเตเบิลคอยน์จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2024 มูลค่าธุรกรรมรวมของสเตเบิลคอยน์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยประมาณ 92% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อมโยงกับการซื้อขายคริปโทและกระบวนการนำเงินเข้า–ออกระบบ แม้ว่าธุรกรรมส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวข้องกับการซื้อขายคริปโท แต่กรณีการใช้งานอื่น ๆ มีแนวโน้มจะขยายตัวในปีถัดไป
แม้การใช้งานสเตเบิลคอยน์จะเพิ่มขึ้น แต่สถาบันการเงินจำนวนมากยังคงศึกษาทางเลือกด้านการชำระเงินดิจิทัลอื่น ๆ เช่น สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง และโทเคนเงินฝาก ทางเลือกของสกุลเงินดิจิทัลแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การทดลองและพัฒนาในพื้นที่นี้จะยังคงดำเนินต่อไป และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การใช้งานระบบการชำระเงินดิจิทัลหลายรูปแบบควบคู่กัน สำหรับกรณีการใช้งานที่แตกต่างกัน
การเพิ่มขึ้นของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน
หนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังก้าวเข้าสู่ปี 2026 คือการเติบโตของ การทำโทเคนไนเซชัน การทดลองในด้านนี้ดำเนินมาแล้วกว่าสิบปี แต่ในช่วงหลังเกิดแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม แลร์รี ฟิงก์ และร็อบ โกลด์สไตน์ แห่ง BlackRock ได้แสดงมุมมองว่า “การทำโทเคนไนเซชันสามารถขยายขอบเขตของสินทรัพย์ที่ลงทุนได้อย่างมาก จากเดิมที่ตลาดถูกครอบงำด้วยหุ้นและตราสารหนี้ที่จดทะเบียนอยู่ในปัจจุบัน”
บล็อกเชนช่วยให้สามารถสร้างตัวแทนสินทรัพย์ในรูปดิจิทัลที่แบ่งหน่วยได้ ตั้งโปรแกรมได้ และสามารถซื้อขายได้ ซึ่งเพิ่มสภาพคล่อง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพ สินทรัพย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่กองทุน ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงคาร์บอนเครดิต กำลังเตรียมย้ายเข้าสู่ระบบออนเชน ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมตลาดทุนและขยายโอกาสในการเข้าถึงการลงทุน
การบรรจบกันของ TradFi และ DeFi
รายงานยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อระบบนิเวศบล็อกเชนพัฒนาไปข้างหน้า บริษัทที่เติบโตมาจาก Web3 และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมจำนวนมากกำลังทดลองใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ในปี 2026 จะเห็นการบรรจบกันที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) และการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi)
สถาบันการเงินดั้งเดิมหลายแห่งเริ่มผสานสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับธุรกิจของตน
ตัวอย่างเช่น JPMorgan ได้ออกโทเคนเงินฝากดอลลาร์สหรัฐ JPM Coin บนบล็อกเชนสาธารณะ ขณะที่ Citi ได้ผสาน Citi Token Services เข้ากับระบบการชำระเงินดอลลาร์สหรัฐแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนและการบริหารสภาพคล่อง
บริษัทด้านบริการทางการเงินตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงิน ผู้ให้บริการชำระเงิน ฟินเทค และนักลงทุน ต่างเริ่มนำโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชนมาใช้มากขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดการเงินกำลังยอมรับเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ เพื่อช่วยลดความเสียดทาน เพิ่มความโปร่งใส และลดต้นทุนธุรกรรม
เหตุใดปี 2026 จึงมีความสำคัญ
จากความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นในปี 2025 ดังนั้น ปีนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการขยายการใช้งานโซลูชันสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ ปีถัดไปจะเป็นช่วงสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนอย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ สินทรัพย์ทั้งกลุ่มอาจสามารถซื้อขายบนระบบออนเชนได้ ส่งผลให้กระแสเงินทุน สภาพคล่องการลงทุน และระบบการเงินโลกเปลี่ยนแปลงไป
บริษัทและสถาบันอาจฝังบล็อกเชนไว้ในกระบวนการดำเนินงานหลักและโครงสร้างงบดุล กรอบความร่วมมือระดับโลกจะมีความชัดเจนมากขึ้น กำหนดกติกาสำหรับการเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน เพื่อให้การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ ควรให้ความสำคัญกับประเด็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมต่อระหว่างระบบ (Interoperability) การประสานงานระดับโลก ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน
รายงานแนะนำว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำควรดำเนินการ ในส่วนผู้นำธุรกิจ ควรประเมินว่าบล็อกเชนสามารถผสานเข้ากับฐานสินทรัพย์ การดำเนินงาน และโครงสร้างเงินทุนขององค์กรได้อย่างไร
ขณะที่นักลงทุนและผู้จัดการสินทรัพย์ ควรศึกษาสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน และพิจารณาว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนหรือยกระดับกระบวนการลงทุน หรือสร้างสินทรัพย์เพื่อการลงทุนรูปแบบใหม่ได้อย่างไร
ด้านผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแล ควรมุ่งสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส แนวปฏิบัติที่ดี และกรอบการทำงานที่สนับสนุนการเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนที่เชื่อมต่อกันได้
สำหรับนักเทคโนโลยี ควรออกแบบระบบโดยคำนึงถึงการเชื่อมต่อ ความเป็นส่วนตัว และความยืดหยุ่น พร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานและรูปแบบธรรมาภิบาลที่สร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย