
เทคกูรู ชำแหละนโยบาย AI 5 พรรคการเมือง ทำได้จริงหรือแค่ขายฝัน?
เทคกูรู วิเคราะห์และประเมินนโยบายด้าน AI ของ 5 พรรคการเมืองหลักอย่างดุเดือด ชี้ชัดภาพรวมนโยบายดิจิทัลไทยเริ่มมาถูกทาง แต่ยัง "วนอยู่กับที่" ในฐานะผู้ใช้งาน เตือนรัฐบาลชุดใหม่หากยังไร้แผนสร้าง "อธิปไตย AI" (AI Sovereignty) ไทยเสี่ยงตกเป็นอาณานิคมดิจิทัลถาวร
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวิเคราะห์นโยบาย AI ของ 5 พรรคการเมือง โดยให้คะแนนความเป็นไปได้ ซึ่งพรรคประชาชนได้คะแนนสูงสุดจากแนวคิด "รัฐแพลตฟอร์ม" ขณะที่พรรคอื่นมีทั้งจุดเด่นและจุดอ่อนที่ถูกมองว่าอาจทำได้ยาก
- นโยบายที่ถูกมองว่าสร้างประโยชน์สูงสุด 3 อันดับแรกคือ การวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืน, การใช้ AI แก้ปัญหาปากท้องด้านสาธารณสุขและการเกษตร, และการแก้ปัญหาภัยพิบัติและอาชญากรรมไซเบอร์
- ข้อวิจารณ์สำคัญคือทุกพรรคยังขาดวิสัยทัศน์เรื่อง "อธิปไตย AI" (AI Sovereignty) โดยเสนอว่าไทยควรเปลี่ยนจากการเป็น "ผู้ใช้" มาเป็น "ผู้สร้าง" เทคโนโลยี เช่น การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของตนเอง (Thai LLM)
จากการศึกษานโยบายด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลของพรรคการเมืองหลักทั้ง 5 พรรค โดย ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอพพ์เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้ทำการวิเคราะห์ในมุมมองของนักพัฒนาระบบและผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
โดยพิจารณาจากความเป็นไปได้ในการดำเนินการจริง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความยั่งยืนของระบบนิเวศนวัตกรรม โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นรายพรรคและสรุปภาพรวมเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญแก่ประชาชน
เริ่มต้นที่ พรรคประชาชน ที่ได้รับคะแนนความเป็นไปได้สูงที่สุดถึง 75% โดย ดร.กอบกฤตย์ มองว่าจุดแข็งสำคัญคือแนวคิด "รัฐแพลตฟอร์ม" (Platform State) ที่มุ่งเน้นการวางรากฐานผ่านมาตรฐาน API First และ Open Data ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างสิงคโปร์และเอสโตเนียดำเนินการจนประสบความสำเร็จมาแล้ว การกำหนดมาตรฐาน UX/UI กลางสำหรับหน่วยงานรัฐจะช่วยลดความสับสนของประชาชนในการใช้บริการรัฐ
และนโยบาย Open Source Software ที่พัฒนาจากภาษีประชาชนยังถือเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าอย่างมาก เพราะจะช่วยลดการจ้างงานซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณในระยะยาว
ในส่วนของ พรรคเพื่อไทย ที่ ดร. กอบกฤตย์ ให้คะแนนความเป็นไปได้ 65% มาพร้อมสโลแกน "AI for All" ที่เน้นการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภาคส่วนที่เข้าถึงประชาชนหมู่มาก เช่น ระบบสาธารณสุขและการเกษตร โดยเฉพาะการนำข้อมูลจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาเป็นฐานในการพัฒนา HealthTech นับว่าเป็นจุดแข็งที่ทำได้ทันที รวมถึงโครงการ "ทนาย AI" ที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากโครงสร้างกฎหมายไทยมีความชัดเจน
แต่สิ่งที่น่ากังวลและถูกมองว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งคือการสร้างแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่คิดค่า GP 0% ในช่วง 2 ปีแรก ซึ่ง ดร.กอบกฤตย์ มองว่าต้องใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อสู้กับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ระดับโลก และอาจเกิดประเด็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลจากการเชื่อมโยงกล้อง CCTV ทั่วประเทศด้วย AI
สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ ดร. กอบกฤตย์ ได้ให้คะแนนความเป็นไปได้ 60% โดยมีนโยบายที่น่าสนใจคือ AI Fraud Radar เพื่อป้องกันการหลอกลวงทางการเงิน และการศึกษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ที่มีศักยภาพสูงในการยกระดับเยาวชนไทย แต่จุดที่ถูกมองว่าเกินจริงไปบ้างคือการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งประเทศไทยยังขาดพื้นฐานที่เข้มแข็งในด้านนี้ และนโยบาย "คนไทยเป็นลำดับแรก" ในการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจไปขัดแย้งกับข้อตกลงการค้าเสรีในอนาคต
ปิดท้ายที่ พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้คะแนนความเป็นไปได้ 55% แม้จะมีการวางโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่เป็นประโยชน์ต่อ AI และ IoT รวมถึงแนวคิดกระจายนวัตกรรมสู่ภูมิภาค (Isan/Lanna 4.0) แต่เป้าหมายการสร้าง Smart SME และ Startup ให้ได้ถึง 1 ล้านราย ถูกมองว่าเป็นตัวเลขที่ "ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง" เนื่องจากปัจจุบันไทยมี Startup ที่เข้มแข็งเพียงหลักพันรายเท่านั้น ทำให้ภาพรวมนโยบายดูเป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแผนปฏิบัติการ
3 อันดับนโยบายที่สร้างประโยชน์สูงสุด
ดร.กอบกฤตย์ สรุปว่าไม่มีพรรคใดมีนโยบายที่สมบูรณ์แบบ 100% แต่หากพิจารณาจากผลกระทบและความยั่งยืน อันดับหนึ่งยกให้ พรรคประชาชน จากการเน้นวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนและโครงการ Reskill Voucher อันดับสองคือ พรรคเพื่อไทย ที่เน้นแก้ปัญหาปากท้องผ่าน AgriTech และการเข้าถึงระบบสาธารณสุข และอันดับสามคือ พรรคภูมิใจไทย ที่เน้นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและภัยพิบัติที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวัน
ข้อเสนอแนะ "หมัดเด็ด" ที่ทุกพรรคยังก้าวไม่ถึง
สิ่งที่ ดร.กอบกฤตย์ เน้นย้ำเป็นพิเศษคือสิ่งที่ "หายไป" จากทุกนโยบายหาเสียง นั่นคือการพูดถึง "อธิปไตย AI" (AI Sovereignty) โดยเขาเสนอว่าประเทศไทยควรเลิกเป็นเพียง "ผู้ใช้" และหันมาเป็น "ผู้สร้าง" ผ่าน 5 แนวทางหลัก:
- การพัฒนา Thai LLM: ประเทศไทยต้องมีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เป็นของคนไทยเอง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและความแม่นยำทางภาษา
- AI Talent Pipeline: ต้องเริ่มสอน AI ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา และสร้างศูนย์วิจัยในระดับภูมิภาคเพื่อกระจายความรู้
- AI Governance: ต้องมีกฎหมายและจริยธรรม AI ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือละเมิดสิทธิประชาชน
- AI for Inclusion: พัฒนา AI ที่เข้าใจภาษาถิ่นและเข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้พิการอย่างแท้จริง
- AI Sandbox: สร้างพื้นที่ทดลองทางเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นทางกฎหมายเพื่อให้ Startup ไทยเติบโตได้จริง
"นโยบาย AI ของพรรคการเมืองไทยโดยรวมมาถูกทางครับ แต่ยังขาดความลึกในมิติการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดคือนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่ 'ผู้ใช้' แต่เป็น 'ผู้สร้าง' เพราะในโลกยุคใหม่ ใครที่คุมเทคโนโลยีได้จะเป็นผู้กำหนดอนาคต" ดร.กอบกฤตย์ กล่าวทิ้งท้าย






