เทียบจุดแข็ง–จุดอ่อนนโยบายเศรษฐกิจ ‘เพื่อไทย–ภูมิใจไทย–พรรคประชาชน’

14 ม.ค. 2569 | 01:16 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 02:38 น.

เลือกตั้ง 2569 เจาะนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง สวัสดิการ หนี้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน เปรียบเทียบจุดแข็ง–จุดอ่อน ของภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคประชาชน ใครตอบโจทย์ระยะสั้นและยั่งยืนกว่า

ในสนามเลือกตั้งปี 2569 คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า พรรคใดแจกมากกว่า หรือ นโยบายใดโดนใจมากกว่าหากแต่อยู่ที่ว่า เงินภาษีของประเทศจะถูกใช้เพื่อ “พยุงวันนี้” หรือ “สร้างอนาคต” ได้จริงเพียงใด

เมื่อพรรคภูมิใจไทยเปิดตัวชุดนโยบาย “Thailand Plus” ภายใต้สโลแกน พูดแล้วทำพลัส พร้อมประกาศความพร้อมบริหารทันที ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังคงชูมาตรการพักหนี้–ล้างหนี้–อุดหนุนค่าครองชีพเป็นแกนหลัก และพรรคประชาชนเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านภาษี งบประมาณ และตลาดแรงงาน ภาพการแข่งขันทางนโยบายจึงไม่ได้เป็นเพียงการช่วงชิงคะแนนนิยม แต่เป็นการต่อสู้กันของ “โมเดลเศรษฐกิจ” ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ถอดรหัสนโยบายเศรษฐกิจ–การคลังของทั้งสามพรรค ผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานและเศรษฐศาสตร์การเมือง เพื่อประเมินว่า นโยบายใดมีโอกาส “ทำได้จริง” มากที่สุด ใครได้เปรียบในระยะสั้น และใครมีความได้เปรียบเชิงความยั่งยืนในระยะยาว — พร้อมคำถามปลายเปิดว่า ประเทศไทยควรเลือกเส้นทางแบบใดในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนี้
วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ–การคลัง 3 พรรคการเมือง ‘เพื่อไทย–ภูมิใจไทย–พรรคประชาชน'

นโยบาย “Thailand Plus” ของพรรคภูมิใจไทย ทำได้จริงแค่ไหน?

การเปิดตัวนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส (Thailand Plus)” ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นความพยายามนำเสนอชุดนโยบายแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐกิจปากท้อง สวัสดิการสังคม ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างความเชื่อมั่นว่า หากได้จัดตั้งรัฐบาล จะสามารถเริ่มบริหารประเทศได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการออกแบบนโยบายใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญในทางวิชาการไม่ใช่เพียงว่านโยบายเหล่านี้ “ถูกใจประชาชนหรือไม่” แต่คือ “ทำได้จริงเพียงใดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และจะส่งผลอย่างไรต่อประเทศในระยะยาว”

ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง วิเคราะห์ว่า ชุดนโยบาย Thailand Plus “มีความเป็นไปได้สูงในเชิงการบริหาร” โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสวัสดิการ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดจากนโยบายที่รัฐเคยดำเนินการมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งภาครัฐมีฐานข้อมูล ระบบดิจิทัล และกลไกการเบิกจ่ายรองรับอยู่แล้ว

ทำได้จริง เพราะอะไร

ในมุมเศรษฐศาสตร์แรงงาน มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส” จัดเป็นนโยบายด้านอุปสงค์ (demand-side policy) ที่ให้ผลเร็วต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินจะถูกส่งตรงไปยังผู้มีแนวโน้มใช้จ่ายสูง ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนฟื้นตัวได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน การกำหนดค่าไฟฟ้าในอัตราต่ำสำหรับการใช้ไม่เกิน 200 หน่วย ยังช่วยลดต้นทุนการดำรงชีพของครัวเรือนรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานหลักของประเทศ

นโยบายเหล่านี้ “ไม่ใช่เรื่องใหม่” และไม่ต้องอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ จึงสามารถดำเนินการได้จริงหากมีงบประมาณรองรับและการตัดสินใจทางการเมืองที่ชัดเจน

ผลดีในระยะสั้น: พยุงเศรษฐกิจ ลดแรงกดดันตลาดแรงงาน

ในด้านผลดี ชุดนโยบาย Thailand Plus สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ลดแรงกดดันค่าครองชีพ และรักษาระดับการจ้างงาน โดยเฉพาะนโยบายจ้างทหารอาสาและพยาบาลอาสา ซึ่งช่วยดูดซับแรงงานส่วนหนึ่งเข้าสู่ภาครัฐ เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และเสริมขีดความสามารถในการดูแลความมั่นคงและสาธารณสุขในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน การจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติถือเป็นนโยบายเชิงป้องกันความเสี่ยง (risk management) ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรและแรงงานนอกระบบ ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า หากออกแบบกลไกที่โปร่งใสและจ่ายชดเชยได้รวดเร็ว จะช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้และลดความผันผวนในตลาดแรงงานชนบทได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลเสียและความเสี่ยง: ภาระการคลังและผลิตภาพแรงงาน

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงสำคัญของชุดนโยบายนี้อยู่ที่ “ความยั่งยืนทางการคลัง” และ “การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน” เนื่องจากนโยบายในลักษณะสวัสดิการและการอุดหนุน หากดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะแรงงานหรือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาจกลายเป็นภาระงบประมาณถาวร และลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนระยะยาว

ในกรณีการจ้างงานภาครัฐ หากขยายตัวมากเกินไปโดยไม่มีเส้นทางอาชีพหรือแผนพัฒนาทักษะที่ชัดเจน อาจทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งติดอยู่ในงานที่ไม่สร้างผลิตภาพเพิ่ม และไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพสูงกว่าได้ ขณะที่การอุดหนุนราคาพลังงาน หากไม่กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน อาจบิดเบือนสัญญาณราคา ลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน และเพิ่มภาระให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน

บทสรุป: ชนะระยะสั้น แต่ต้องออกแบบเพื่อระยะยาว

โดยสรุป นโยบาย “Thailand Plus” เป็นชุดนโยบายที่ตอบโจทย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินการได้จริงภายใต้โครงสร้างรัฐปัจจุบัน แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการออกแบบให้สวัสดิการและการอุดหนุนเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ และการรักษาวินัยทางการคลัง

“หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจวันนี้ สามารถต่อยอดไปสู่การยกระดับศักยภาพแรงงานและโครงสร้างเศรษฐกิจได้ ก็จะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต แต่หากหยุดอยู่แค่การแจกและอุดหนุน ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นภาระของประเทศในวันข้างหน้า” ศ.ดร. อรรถกฤตกล่าว

วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ–การคลัง พรรคเพื่อไทย vs ภูมิใจไทย ชนะระยะสั้น หรือยั่งยืนระยะยาว

นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก (expansionary fiscal policy) อย่างชัดเจน โดยเน้นการลดภาระหนี้ประชาชนและเกษตรกรผ่านมาตรการพักหนี้ ล้างหนี้ และการอุดหนุนรายได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการฟื้นกำลังซื้อและลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะสั้น

ในเชิงเศรษฐศาสตร์แรงงาน มาตรการล้างหนี้และพักหนี้สามารถช่วยลดแรงกดดันด้านรายได้ เพิ่มสภาพคล่อง และลดความเสี่ยงเชิงระบบในภาคครัวเรือนได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ

อย่างไรก็ตาม หากนโยบายดังกล่าวไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานหรือการสร้างรายได้ใหม่อย่างยั่งยืน อาจก่อให้เกิดปัญหาแรงจูงใจเชิงลบ (moral hazard) และภาระทางการคลังในระยะยาว

ขณะที่นโยบายการคลังของพรรคเพื่อไทยยังครอบคลุมการอุดหนุนราคาสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟ ค่าโดยสาร และการลงทุนด้านสังคมและสาธารณสุขผ่านบัตรทองและระบบเอไอ ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการเข้าถึงบริการพื้นฐาน แต่ในมุมการคลังสาธารณะ มาตรการอุดหนุนในวงกว้างจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้รัฐรองรับอย่างชัดเจน มิฉะนั้นอาจกระทบเสถียรภาพการคลังในระยะกลาง

ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยภายใต้แนวคิด “Thailand Plus” แม้จะมีลักษณะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และค่าไฟราคาต่ำเช่นกัน แต่มีความพยายามเชื่อมโยงนโยบายการคลังเข้ากับการเพิ่มคุณภาพเศรษฐกิจผ่านการลงทุน การออม และการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะกรอบ “เศรษฐกิจ 10 Plus” ที่แบ่งระหว่างความทั่วถึงและคุณภาพ

ในเชิงโครงสร้างการคลัง พรรคภูมิใจไทยเสนอการใช้กลไกระดมทุนเดิมของรัฐ เช่น Thailand Future Fund เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการรักษาวินัยการคลังและการบริหารความเสี่ยงระยะยาว แต่ความท้าทายอยู่ที่ความสามารถในการผลักดันการลงทุนให้เกิดจริงภายในกรอบเวลา 4 ปี และการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เพียงพอ

ความแตกต่างเชิงโครงสร้างของสองพรรคอยู่ที่ “จุดเน้นของการใช้การคลัง” โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งแก้ปัญหาหนี้และรายได้ประชาชนเป็นลำดับแรก เพื่อฟื้นเศรษฐกิจจากฐานราก ขณะที่พรรคภูมิใจไทยพยายามวางกรอบการคลังควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพ การลงทุน และการปฏิรูปกฎระเบียบ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างความยั่งยืนได้มากกว่า หากสามารถดำเนินการได้ตามแผน

อย่างไรก็ดี ทั้งสองแนวทางต่างเผชิญความเสี่ยงร่วมกัน คือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความสามารถของระบบราชการในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ภายใต้กรอบทฤษฎีเกมและทางเลือกสาธารณะ นโยบายที่ให้ผลประโยชน์ชัดเจนในระยะสั้นย่อมสร้างแรงจูงใจทางการเมืองสูง แต่หากขาดกลไกกำกับและประเมินผล อาจนำไปสู่ดุลยภาพที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว

โดยสรุป นโยบายเศรษฐกิจและการคลังของพรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งด้านการฟื้นกำลังซื้อและแก้ปัญหาหนี้อย่างรวดเร็ว ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเน้นการรักษาวินัยการคลังและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ คำถามสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียง “ใครให้มากกว่า” แต่คือ “นโยบายใดจะเปลี่ยนการใช้เงินรัฐวันนี้ ให้กลายเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในวันข้างหน้า”

นโยบายเศรษฐกิจ–การคลังพรรคประชาชน ปฏิรูปโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ มากกว่าการอัดฉีดระยะสั้น

นโยบายเศรษฐกิจและการคลังของ พรรคประชาชน ในปัจจุบัน สะท้อนแนวคิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (structural reform) มากกว่าการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัวของทรัพยากร และความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐ ผ่านการปรับระบบภาษี งบประมาณ และตลาดแรงงานให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น

ในมิติการคลัง พรรคประชาชนเสนอการปฏิรูประบบภาษีให้มีลักษณะก้าวหน้าอย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้สูง ทุนขนาดใหญ่ และทรัพย์สิน เพื่อนำรายได้รัฐมาใช้ขยายสวัสดิการถ้วนหน้าและบริการสาธารณะพื้นฐาน แทนการใช้นโยบายแจกเงินหรืออุดหนุนเป็นครั้งคราว ซึ่งในมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายลดการบิดเบือนแรงจูงใจและสร้างฐานะการคลังที่มั่นคงในระยะยาว

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนเน้นการปรับโครงสร้างงบประมาณรัฐ โดยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านกลไกตรวจสอบ การเปิดข้อมูล และการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานที่มองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต้องเกิดจากการลงทุนในทุนมนุษย์ ระบบบริการสาธารณะ และสถาบันที่มีคุณภาพ มากกว่าการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว

ในด้านตลาดแรงงาน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการยกระดับค่าจ้างขั้นต่ำตามสภาพเศรษฐกิจจริง การคุ้มครองแรงงานในระบบและนอกระบบ รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์ม โดยมองว่าการเพิ่มรายได้แรงงานอย่างเป็นธรรมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากผ่านกลไกตลาด มากกว่าการพึ่งพางบประมาณรัฐโดยตรง อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและการสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะสั้น

จุดแข็งของนโยบายพรรคประชาชนอยู่ที่ความสอดคล้องเชิงโครงสร้างและความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากพยายามแก้ “ต้นตอ” ของปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การผูกขาด และประสิทธิภาพรัฐที่ต่ำ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อจำกัดสำคัญคือผลลัพธ์ของนโยบายอาจไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น และต้องอาศัยความร่วมมือจากระบบราชการและการเมืองในระดับสูง ซึ่งอาจเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม

เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย จะเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาชนมีลักษณะ “เน้นปฏิรูปมากกว่ากระตุ้น” โดยให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพเชิงสถาบัน มากกว่าการใช้งบประมาณเพื่อสร้างผลทางเศรษฐกิจในทันที คำถามเชิงนโยบายจึงอยู่ที่ว่า สังคมไทยพร้อมหรือไม่ที่จะแลกผลลัพธ์ระยะสั้นกับความยั่งยืนในระยะยาว และระบบการเมืองจะเอื้อให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเดินหน้าได้จริงเพียงใด

เลือกตั้ง 2569 : เปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจ–การคลัง ผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานและเศรษฐศาสตร์การเมือง

เมื่อพิจารณานโยบายเศรษฐกิจและการคลังของสามพรรคการเมืองหลักผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานและเศรษฐศาสตร์การเมือง จะพบว่าทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน เลือกใช้ “เครื่องมือทางการคลัง” แตกต่างกัน ทั้งในมิติของระยะเวลา เป้าหมาย และผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจไทย

พรรคเพื่อไทย : การคลังเพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางของครัวเรือน

นโยบายของพรรคเพื่อไทยสะท้อนการใช้นโยบายการคลังเชิงขยายเพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนและเกษตรกรเป็นลำดับแรก โดยมุ่งลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และพยุงรายได้ในระยะสั้น ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานที่ชี้ว่า การลดภาระหนี้สามารถช่วยรักษาการจ้างงานและป้องกันการหดตัวของอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตาม ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง นโยบายล้างหนี้และพักหนี้ในวงกว้าง หากขาดกลไกเชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและการสร้างรายได้ใหม่ อาจก่อให้เกิดแรงจูงใจเชิงลบและลดวินัยทางการคลัง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่งานวิชาการด้านการคลังสาธารณะเตือนไว้อย่างต่อเนื่อง

พรรคภูมิใจไทย : สวัสดิการควบคู่การยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจ

นโยบาย “Thailand Plus” ของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนความพยายามผสานนโยบายสวัสดิการเข้ากับการเพิ่มคุณภาพเศรษฐกิจ โดยใช้กรอบ “เศรษฐกิจ 10 Plus” ที่แบ่งระหว่างความทั่วถึงและคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในไฟล์วิชาการที่ระบุว่า นโยบายแรงงานและการคลังที่มีประสิทธิภาพควรเชื่อมการกระจายรายได้เข้ากับการลงทุนและการเพิ่มผลิตภาพ

ในเชิงการคลัง พรรคภูมิใจไทยเน้นการใช้กลไกการระดมทุนและกองทุนที่มีอยู่ เพื่อลดการพึ่งพาหนี้สาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการรักษาเสถียรภาพเชิงสถาบันและวินัยการคลัง อย่างไรก็ตาม ตามกรอบทฤษฎีเกมและ Public Choice ความสำเร็จของแนวทางดังกล่าวขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง และการลดต้นทุนเชิงสถาบันจากกฎระเบียบที่ล้าสมัย

พรรคประชาชน : ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความยั่งยืนระยะยาว

นโยบายเศรษฐกิจและการคลังของพรรคประชาชนเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบภาษี การจัดสรรงบประมาณ และการกระจายอำนาจทางการคลัง ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มองว่าความยั่งยืนทางเศรษฐกิจต้องเกิดจากสถาบันที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ในมิติแรงงาน พรรคประชาชนมองว่าการเพิ่มรายได้แรงงานผ่านกลไกตลาดและการคุ้มครองแรงงานจะสร้างดุลยภาพทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่า อย่างไรก็ตาม ตามกรอบทฤษฎีเกม นโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้างมักเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม และให้ผลลัพธ์ช้ากว่านโยบายการคลังเชิงแจกจ่าย

บทสรุปเชิงนโยบาย

เมื่อพิจารณาผ่านกรอบจากงานวิชาการที่แนบมา พรรคเพื่อไทยเน้นการใช้การคลังเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและลดความเสี่ยงในตลาดแรงงาน พรรคภูมิใจไทยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการกระจายรายได้และการเพิ่มผลิตภาพ ขณะที่พรรคประชาชนมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนทางเลือกเชิงนโยบายที่สังคมไทยต้องตัดสินใจว่า จะให้ความสำคัญกับการเยียวยาเร่งด่วน การเติบโตแบบสมดุล หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นลำดับแรก

บทวิเคราะห์กำกับ: ทำไม “สำเร็จจริง” ไม่เท่ากัน

การประเมิน “โอกาสสำเร็จจริง” ตามกรอบจากงานวิชาการที่แนบมา ไม่ได้พิจารณาเพียงความนิยมของนโยบาย แต่ดูจาก ต้นทุนทางการคลัง ผลต่อแรงงาน และข้อจำกัดเชิงสถาบัน เป็นหลัก

ในกรณีพรรคเพื่อไทย นโยบายการคลังเชิงรุกมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในระยะสั้น เนื่องจากรัฐมีเครื่องมือและประสบการณ์เดิมรองรับ สามารถอัดฉีดสภาพคล่องและพยุงการจ้างงานได้ทันที อย่างไรก็ตาม งานวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานและการคลังสาธารณะชี้ชัดว่า หากมาตรการล้างหนี้และอุดหนุนไม่เชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน จะทำให้โอกาสสำเร็จในระยะยาวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสำเร็จในระดับปานกลางถึงสูง เนื่องจากพยายามเชื่อมสวัสดิการกับการลงทุน การออม และการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ “การจัดการแรงงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ” อย่างไรก็ตาม ตามกรอบทฤษฎีเกม ความสำเร็จของนโยบายลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดต้นทุนเชิงสถาบันและเร่งการตัดสินใจของระบบราชการ หากติดขัด โอกาสสำเร็จอาจลดลง

ขณะที่พรรคประชาชนมีโอกาสสำเร็จต่ำในระยะสั้น แต่สูงในระยะยาว เนื่องจากนโยบายเน้นการปฏิรูปโครงสร้างด้านภาษี งบประมาณ และสถาบัน ซึ่งตามกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นแนวทางที่ยั่งยืนที่สุด แต่ต้องแลกกับผลลัพธ์ที่เกิดช้า และเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เดิมในระบบ