KEY
POINTS
ในการเลือกตั้งยุคที่นโยบายไม่ได้เป็นเพียงข้อความบนแผ่นกระดาษ แต่ถูกออกแบบเหมือนสินค้าในตลาด พรรคการเมืองจึงทำหน้าที่ไม่ต่างจาก “แบรนด์” ที่ต้องแข่งขันชิงพื้นที่ในใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยกลยุทธ์การสื่อสารที่คมชัดและเป็นระบบมากขึ้น จากการวางจุดยืน การเลือกประเด็น ไปจนถึงการเล่าเรื่องที่ทำให้นโยบายดูจับต้องได้และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของประชาชน
“ฐานเศรษฐกิจ” ชวนถอดรหัสกลยุทธ์แบรนด์การเมืองของพรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทย พรรคประชาชน และภูมิใจไทย ว่าแนวคิดแบบ “แมส–เซกเมนต์” กำลังชี้ทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างไร ตั้งแต่ค่าครองชีพ กำลังซื้อ โอกาสทางธุรกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่คนทำงานและชนชั้นกลางต้องจับตาในการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้
ผศ.ดร.บุปผาลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารการตลาดให้ข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า พรรคการเมืองยุคใหม่มีการคิดที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการวางจุดยืนและการเลือกประเด็นที่กระแทกใจ
โดยนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำสัญญาทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อทิศทางธุรกิจและพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนในประเทศ ซึ่งหากนโยบายเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสการจับจ่ายก็จะสูงขึ้น หรือหากเน้นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็จะเติบโตตามไปด้วย
โครงสร้างของนโยบายในวันนี้มักจะถูกแบ่งออกเป็น 2 แกนหลัก คือนโยบายแบบ "แมส" ที่มุ่งตอบโจทย์ความคาดหวังพื้นฐานของคนทั้งประเทศ เช่น การแก้ปัญหาปากท้อง สวัสดิการเด็กและผู้สูงอายุ หรือการลดค่าครองชีพที่ทุกพรรคต้องมีเหมือนเป็นสินค้าสามัญประจำบ้าน
อีกด้านคือ นโยบายแบบ "เซกเมนต์" ที่เป็นการสร้างจุดต่างเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือผู้ประกอบการ SME เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่าพรรคกำลังสื่อสารกับพวกเขาโดยตรง โดยผู้นำพรรคในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากนักการเมืองมาเป็นนักเล่าเรื่องที่หยิบยกปัญหามาจัดลำดับใหม่ มีตัวเอก มีทางออก และมีวิธีการใช้คำที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่านโยบายเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงไม่ใช่เพียงแค่ภาพฝัน
พรรคเพื่อไทยในเชิงนโยบายมองว่าพรรคนี้ยังยืนอยู่บนแกนเศรษฐกิจเป็นหลัก และใช้กลยุทธ์คล้ายแบรนด์ที่มีผลงานในอดีต คือหยิบความสำเร็จเดิมมาย้ำให้เกิดความเชื่อมั่น แล้วค่อยต่อยอดด้วยสิ่งใหม่เพื่อให้ดูทันสถานการณ์
“ของเพื่อไทย เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักเป็นการต่อยอดนโยบายเดิมที่ประสบความสำเร็จ และก็สร้างใหม่ แต่ก็ยังคงคำว่ากระตุ้นเศรษฐกิจอยู่” พรรคเพื่อไทยถูกเชื่อมกับประเด็นลดราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายประเภทแมสที่แตะคนทั้งประเทศเพราะพลังงานเป็นต้นทุนของทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนผู้ประกอบการ
สำหรับพรรคประชาชนจุดขายของพรรคนี้คือการขับเคลื่อนด้วย Innovation และ Technology พร้อมกับยึด เสียงของประชาชน เป็นฐานคิดในการออกแบบนโยบาย โดยมุ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่เป็นสำคัญ
ในเชิงการตลาดการเมืองนี่คือการขายความทันสมัย และประสิทธิภาพให้กับคนที่เชื่อว่าปัญหาประเทศแก้ด้วยระบบข้อมูล กลไกที่โปร่งใส และการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน พรรคประชาชนถูกวางเป็นพรรคที่เน้นการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและกลไกระบบมากกว่าการเล่าเรื่องแบบมาตรการช่วยรายวัน ซึ่งสอดคล้องกับภาพปฏิรูปและการมองประเทศในระยะยาว
จุดแข็งคือการสร้างความเชื่อกับคนรุ่นใหม่ว่าพรรคมีเครื่องมือและวิธีคิดใหม่ในการบริหาร แต่จุดท้าทายคือ นโยบายประเภทนี้มักต้องการเวลา ต้องใช้ความร่วมมือหลายฝ่าย และอาจเจอข้อจำกัดทางการเมืองหลังเลือกตั้ง
พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเด่นเรื่องการต่อยอดมากกว่าการเป็นผู้ริเริ่มนโยบายใหม่ก่อนใคร กล่าวคือหยิบสิ่งที่สังคมคุ้นเคยหรือเคยเกิดขึ้นแล้วมาปรับให้เข้ากับเป้าหมายและกลุ่มของพรรค โดยเฉพาะฐานเศรษฐกิจระดับรากหญ้าและภาคเกษตร
“ภูมิใจไทยเหมือนเอามาต่อยอดมากกว่า แต่จะคุ้มเป้าไปในกลุ่มที่ชัดเจนขึ้น เช่น สายเกษตร หรือสาย SME ที่เริ่มมองเยอะขึ้น” ซึ่งเป็นการเลือกเซกเมนต์ที่พรรคเชื่อว่าแข็งแรงและสื่อสารได้ง่ายกว่าไปแข่งในสนามแมสอย่างเดียว ในมุมการตลาดนโยบายแนวนี้เหมือนการขายความคุ้นเคยและ ความสบายใจมากกว่าการขายความเปลี่ยนแปลงใหญ่
อย่างไรก็ตามนโยบายที่พรรคการเมืองนำมาเสนอในช่วงหาเสียงมักอยู่ในสภาวะ"โลกสวย" หรือเป็นอุดมคติเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง ซึ่งในความเป็นจริงเมื่อได้เข้าไปบริหารประเทศแล้ว นโยบายเหล่านี้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางงบประมาณและกฎหมายจนถูกคัดกรองเหลือเพียง 3 ระดับ คือนโยบายที่ทำได้จริงเต็มร้อย นโยบายที่ต้องลดระดับทำได้เพียงบางส่วน และนโยบายที่ทำไม่ได้เลยเนื่องจากติดโครงสร้างอำนาจหรือแรงต้านทางการเมือง
ซึ่งในที่สุดแล้วพรรคการเมืองมักจะมีเหตุผลมารองรับเสมอว่าทำไมบางอย่างถึงทำไม่ได้ตามที่เคยหาเสียงไว้ มุมมองนี้จึงย้ำเตือนให้ประชาชนเห็นว่านโยบายคือเครื่องมือสร้างความหวังในช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่การนำไปปฏิบัติจริงต้องรอพิสูจน์ผ่านข้อจำกัดของโลกแห่งความเป็นจริงในภายหลัง