
ย้อนรอยนโยบายพรรคภูมิใจไทย ก่อนโหวต 'อนุทิน' นั่งนายกฯคนที่ 32
ก่อนมติ พรรคประชาชน จะชี้ชะตาโหวตเลือก "อนุทิน" นั่งนายกฯ เปิดผลงานพรรคภูมิใจไทยที่เคยประกาศไว้ เช่น "กัญชาเสรี" และ "แก้หนี้ กยศ."
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยชูจุดขาย “พูดแล้วทำ” โดยเน้นการผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
- ผลงานเด่นที่ถูกหยิบยกมาตอกย้ำคือการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์และเศรษฐกิจ และการแก้ไขกฎหมาย กยศ. โดยยกเลิกดอกเบี้ยและค่าปรับ
- นโยบายที่ทำได้จริงเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของพรรค ก่อนการโหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญผูกมัด
แม้จะยังไม่มีความชัดเจนจากพรรคประชาชนว่าจะมีมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ภายหลังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากเก้าอี้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยหนึ่งในคำถามที่สมาชิกพรรคประชาชนสอบถามคือจะสามารถเชื่อใจพรรคภูมิใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าจะรักษาคำพูด โดยเฉพาะการยุบสภาภายในเวลาที่ตกลงกันไว้
หากย้อนดูพรรคภูมิใจไทยมักจะตอกย้ำจุดขาย “พูดแล้วทำ” โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 2566 โดยชูว่าเป็น DNA ของพรรคที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ต่อประชาชนและสามารถทำสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในนโยบายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การผลักดันกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ วิจัย และเศรษฐกิจครัวเรือน แม้จะยังมีเสียงถกเถียงเรื่องมาตรการควบคุม แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงตามคำประกาศของพรรค
อีกผลงานสำคัญคือ การแก้กฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยยกเลิกดอกเบี้ยและค่าปรับผิดนัด ทำให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้ได้โดยไม่ถูกซ้ำเติม
ด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทยยังเดินหน้า โครงการหมอครอบครัว และเพิ่มแพทย์ประจำตำบล รวมถึงปรับค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเสริมกำลังบุคลากรด่านหน้า
ขณะเดียวกันยังแก้ปัญหารถโดยสารและการใช้แอปเรียกรถ เช่น Grab ให้เข้าสู่ระบบกฎหมาย ลดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการดั้งเดิมกับแพลตฟอร์มสมัยใหม่
ภาพรวมสะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยเลือกชูประเด็นที่จับต้องได้ และสามารถพิสูจน์ผลงานต่อประชาชนในฐานะพรรค “พูดแล้วทำ” แต่บทพิสูจน์บทใหม่ของพรรคภูมิใจไทยคือการรักษาคำพูดในการขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนเพื่อแลกกับเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไข หนึ่งในนั้นคือเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือน






