thansettakij
thansettakij
PwC เปิดผลสำรวจซีอีโอ 105 ปท.ทั่วโลก รับมือ 3 เมกะเทรนด์บีบธุรกิจ เร่งปรับตัว

PwC เปิดผลสำรวจซีอีโอ 105 ปท.ทั่วโลก รับมือ 3 เมกะเทรนด์บีบธุรกิจ เร่งปรับตัว

08 ต.ค. 69 | 09:51 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ต.ค. 69 | 09:51 น.

ผลสำรวจซีอีโอ 150 ประเทศทั่วโลก ชี้ 3 เมกะเทรนด์หลักส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ -ปัญญาประดิษฐ์ (AI) - ความยั่งยืน (ESG) แนะผู้นำเร่งปรับแผนลงทุน

KEY

POINTS

  • ผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกโดย PwC ชี้ 3 เมกะเทรนด์หลักที่กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน (ESG)
  • ความท้าทายเหล่านี้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำมีความเปราะบางสูง ส่งผลให้ซีอีโอส่วนใหญ่กำลังปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบที่ยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
  • PwC แนะให้ผู้นำองค์กรเร่งปรับตัวโดยการทบทวนพอร์ตธุรกิจ, ปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ และพิจารณาการร่วมทุน (JV) เพื่อสร้างความยั่งยืน

PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจ CEO ทั่วโลก ชี้ 3 เมกะเทรนด์ Geopolitics-AI-ESG กำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เตือนห่วงอุตสาหกรรมเดิมที่เน้นแค่ความถูก เสี่ยงเปราะบางเมื่อเจอวิกฤต แนะผู้นำเร่งปรับแผนลงทุน ปรับพอร์ตธุรกิจ และร่วมทุน (JV) เพื่อความยั่งยืน

นางสาวฉันชนม์ โชติกพนิช หัวหน้าสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap หัวข้อ Intelligent Infrastructure:The New Growth Advantage in the Digital Economy ว่า บริษัท PwC ประเทศไทย ได้นำเสนอข้อมูลผลการสำรวจ PwC Global CEO Survey จากการสอบถามความคิดเห็นของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เกือบ 5,000 คน ใน 105 ประเทศทั่วโลก โดยระบุถึงแนวโน้มความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่เกิดจาก 3 เมกะเทรนด์ (Mega Trends) หลัก

จากผลการสำรวจ PwC Global CEO Survey จากผู้นำองค์กรเกือบ 5,000 ราย ใน 109 ประเทศทั่วโลก PwC ได้สรุป 3 Mega Trends หลัก ที่กำลังเขย่าโครงสร้างธุรกิจและการแข่งขันระดับโลก พร้อมแนะแนวทางรอดที่องค์กรไทยต้องเร่งปรับตัว

1. ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงคราม

ความผันผวนทางการเมืองระดับโลก นโยบายการค้าของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เช่น การตั้งกำแพงภาษี Tariffs กฎหมายแรงงาน ตลอดจนสงครามที่ปะทุขึ้นหลายจุดพร้อมกัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุน การขนส่ง และความมั่นคงทางพลังงาน

อย่างไรก็ดี วิกฤติต่าง ๆ ดังกล่าวส่งผลกระทบแต่ละองค์กรไม่เท่ากัน เหมือนกับ "การโดนบีบแขน 5 นาที" เทียบกับ "การโดนบีบคอ 5 นาที" ผลลัพธ์ต่อชีวิตและธุรกิจจึงต่างกัน หน้าที่ของผู้บริหารในยุคนี้จึงต้องตั้งคำถามว่า องค์กรของตัวเอง อะไร คือ จุดชะงักงัน (Choke Point) ที่เป็น "การบีบคอ" ของธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือได้ทันท่วงที

นางสาวฉันชนม์ โชติกพนิช หัวหน้าสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย

2. ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยี 

รายงานจาก World Economic Forum ระบุว่า 40% ของทักษะแรงงานในปัจจุบันจะไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปในอนาคต ทำให้เรื่องการ Upskill กลายเป็นวาระแห่งชาติ อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการที่ AI เข้ามาแทนคน คือ การที่เทคโนโลยีเข้ามา "เปลี่ยนวิธีกระบวนการทำงานและวิถีการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง"

ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพ ในอดีตการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต้องใช้เงินมหาศาลและเวลานานหลายปี แต่ความก้าวหน้าทาง Tech/HealthTech เข้ามาทลายข้อจำกัดนั้น เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกและธนาคารที่รูปแบบการดำเนินงานเดิมๆ ไม่สามารถตอบโจทย์การแข่งขันในอนาคตได้อีกต่อไป

3. ความยั่งยืนและ ESG เมื่อ Carbon กลายเป็นเรื่องของทุกแผนก

เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มาตรการอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรปจะกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท หากผู้ส่งออกไทยไม่สามารถลด Carbon Footprint ซึ่งนับรวมไปถึง Supply Chain ทั้งหมด หรือ Indirect Scope ได้ ต้นทุน CBAM Certificate จะสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ดังนั้น เรื่อง Carbon จึงไม่ได้อยู่แค่ในแผนก Sustainability หรือรายงานประจำปีอีกต่อไปแต่ต้องแฝงอยู่ในทุกกระบวนการและทุกแผนกขององค์กร

เมื่อ 3 Mega Trends ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน PwC ชี้ให้เห็นว่า ตลาดทุนและการบริหารองค์กรทั่วโลกกำลังปรับเปลี่ยนใหญ่ใน 3 มิติ ในอดีตโลกเน้น Supply Chain ที่ถูกที่สุด มี Stock น้อย ๆ ผลิตในประเทศแรงงานถูก แต่เมื่อเกิดวิกฤติ Supply Chain ประเภทนี้กลับเปราะบางที่สุด

ผลสำรวจชี้ว่า กว่า 60% ของ CEO ทั่วโลกกำลังปรับ Supply Chain ใหม่ ยอมกระจายฐานการผลิต ยอมเพิ่ม Inventory และยอมใช้เส้นทางขนส่งสำรอง แม้จะดูเหมือนสิ้นเปลืองในสายตานักลงทุนแบบเดิม แต่นี่คือ "จุดเด่น" ที่นักลงทุนยุคใหม่มองหา

เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลไปหา Mega Trends นอกจากกลุ่ม AI-related แล้ว อุตสาหกรรม Aerospace & Defense (ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ) กลายเป็นเซกเตอร์ที่ฮอตมากในงาน M&A ทั่วโลก ด้วย Profit Margin เฉลี่ยสูงถึง 26% และมี Backlog Order แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเพราะตอบโจทย์ทั้ง Geopolitics และ AI Tech 

ทั้งนี้ องค์กรต้องทบทวน Business Model และ Portfolio ตัวเองอย่างจริงจัง ยูนิตไหนไม่ตอบโจทย์อนาคตต้องกล้าตัดทิ้ง หรือ หาพันธมิตร ยุคนี้จึงเห็นเทรนด์ Carve out assets หรือแยกธุรกิจออกมาจับมือกับ JV Partner เพื่อรวมจุดแข็งและลดต้นทุนซ้ำซ้อนซึ่งในไทยเริ่มเห็นแล้วในเซกเตอร์ปิโตรเคมีและโลจิสติกส์

3 คำถามสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน

พร้อมกันนี้ได้ทิ้งท้ายคำถามสำคัญให้นักลงทุนและทีมบริหารได้ใช้สำรวจองค์กรตัวเองก่อนเคาะแผนลงทุนใด ๆ ในโลกอนาคต เช่น ถ้าสถานการณ์โลกเปลี่ยนเร็ว จุด Choke point ขององค์กรตัวเองยังทำงานได้อยู่หรือไม่, การลงทุนนั้นยังสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่? หรือ การลงทุนนี้ทำให้องค์กรได้ Capability หรือ Advantage อะไรใหม่ ๆ ที่เหมาะกับโลกอนาคตที่องค์กรยังไม่มีในปัจจุบัน ? หรือ ถ้าต้องตั้งงบเพิ่มเพื่อสร้างทางเลือกสำรองเผื่อวันที่มี Disruption ควรเลือกลงทุน ณ จุดไหน? เป็นต้น  

ทั้งนี้ คำตอบของแต่ละองค์กรอาจไม่เหมือนกัน บางแห่งอาจจบที่การหาพาร์ตเนอร์ บางแห่งอาจเป็นการขายบางธุรกิจออกไปแต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเริ่มถามคำถามเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้เพื่อปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

AIS ชี้ Digital GDP โต 2 เท่า GDP ไทย

จับตา AI ดันเศรษฐกิจ 5 แสนล้านปี 70 

ด้านนายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดเผยในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap ในหัวข้อ "โครงข่ายอัจฉริยะแต้มต่อใหม่ของการเติบโตไนเศรษฐกิจดิจิทัล" ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันประกอบด้วยภาคบริการ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอยู่ในระดับประมาณ 2–3% แต่เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล หรือ Digital GDP มีอัตราการเติบโตประมาณ 2 เท่าของ GDP โดยรวม

ทั้งนี้ การเติบโตของ Digital GDP มาจากทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยในด้านการบริโภค การใช้งานบริการดิจิทัลของคนไทยขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งออนไลน์ ดิจิทัลมีเดีย การขนส่งและบริการเดลิเวอรี E-Commerce Video Commerce รวมถึง Digital Lending และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งไทยมีการเติบโตของการบริโภคดิจิทัลในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค

ขณะที่อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งไทยมีจุดแข็งทั้งด้านพลังงาน พื้นที่ โครงข่ายดิจิทัล และจำนวนผู้ใช้งาน โดยคาดว่าปีนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยมี Data Center เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ

AIS ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง

นายปรัธนา กล่าวว่า AIS ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 36 ครอบคลุมทั้งโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้ง Data Center และ Cloud

โดยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับเมืองและภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยในระยะต่อไป โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคม แต่จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเข้าสู่ยุค Intelligent Economy ที่มี AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ AIS มองว่า ปี 2570 AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในหลากหลายภาคส่วน ทั้งการผลิต บริการ พลังงาน และเกษตรกรรม โดยมีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 2% ของ GDP โดยการนำ AI มาใช้จะช่วยยกระดับ Productivity ของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการลดงานที่เป็นลักษณะ Repetitive Work และเปิดโอกาสให้บุคลากรนำศักยภาพไปใช้กับงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงมีโอกาสนำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Intelligent Economy จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ โดยเฉพาะ Digital Infrastructure ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย เพื่อให้ไทยสามารถขยายขีดความสามารถทางดิจิทัลและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาประยุกต์ใช้ในประเทศ

นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน)

วางโครงสร้าง Digital Infrastructure 5 ชั้น

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ Intelligent Economy ประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่พลังงาน Connectivity Data Center Cloud และ AI โดย Data Center และ Cloud จะต้องรองรับทั้งการจัดเก็บข้อมูลของไทยภายในประเทศ ระบบพลังงานสำหรับการประมวลผล รวมถึง AI GPU สำหรับรองรับการประมวลผล AI

ขณะเดียวกัน ในระยะต่อไปประเทศไทยมีโอกาสพัฒนา AI Model ที่นำความสามารถของโมเดล AI มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลของประเทศไทย และพัฒนาเป็นโมเดลที่เหมาะสมกับบริบทของไทย หรืออาจต่อยอดไปสู่แนวคิด National Model ซึ่งจะเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีแล้ว คน ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยประเมินว่าแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทยมีความจำเป็นต้อง Reskill อย่างมาก เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร เศรษฐกิจ และประเทศ AIS จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ ดำเนินโครงการ Thailand AI Readiness พร้อมพัฒนา Software Portal เพื่อให้บุคลากรและบริษัทสามารถประเมินศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรในการเข้าสู่โลกของ Intelligence รวมถึงประเมินว่าต้องพัฒนาทักษะด้านใดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ AIS มีแผนลงทุนทั้งในด้านสินทรัพย์และการลงทุนในภาคส่วนต่างๆ ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดยมองว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน Connectivity Data Center Cloud และ AI ควบคู่กับการพัฒนาคน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ Intelligent Economy