
World Bank ชี้ธุรกิจไทย ใช้ AI แค่ 12% เร่งเพิ่ม Productivity ฝ่ากับดักเศรษฐกิจ
World Bank เปิดโจทย์เศรษฐกิจไทยยุค AI ชี้ภาคธุรกิจใช้ AI เพียง 12% เทียบสหรัฐฯ 43% แนะรัฐเร่งสร้าง Enabling Environment ด้าน “สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ “All in AI–AI in All”
KEY
POINTS
- ผลสำรวจจากธนาคารโลกพบว่ามีธุรกิจไทยเพียง 12% ที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้งาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
- อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การใช้ AI ในไทยยังจำกัดคือ ต้นทุนสูง การขาดความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ และความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล
- การนำ AI มาใช้ถูกมองว่าเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคส่วนต่างๆ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตและก้าวข้ามกับดักทางเศรษฐกิจ
Franziska Ohnsorge Chief Economist for Asia ธนาคารโลก (World Bank Group) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap จัดโดยกรุงเทพธุรกิจว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีบางภาคส่วนที่สามารถสร้างผลิตภาพได้ในระดับสูง และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศรายได้สูงแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพอยู่แล้ว แต่คือการ ขยายผลิตภาพ (Productivity) ไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในวงกว้างมากขึ้น
World Bank มองว่า การยกระดับผลิตภาพของไทยสามารถดำเนินการได้ผ่าน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการแข่งขัน และ การใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI
ไทยอยู่ในห่วงโซ่ AI แต่ใช้ AI จริงยังน้อย
แม้เอเชียตะวันออก รวมถึงไทย จะมีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่การนำ AI มาใช้งานจริงในภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
ผลสำรวจที่ World Bank นำเสนอพบว่า มีภาคธุรกิจไทยเพียง 12% ที่มีการใช้ AI ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขณะที่ภาคธุรกิจในสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 43%
ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะมีโอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ยังมีโจทย์สำคัญในการทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจภายในประเทศ
สาเหตุที่ภาคธุรกิจไทยยังใช้ AI ในวงจำกัดมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ต้นทุน การขาดความรู้และความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
โดยเฉพาะด้านความรู้ความเข้าใจ พบว่า ภาคธุรกิจถึง 80% ยังไม่แน่ใจว่าจะนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพได้อย่างไร ทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากภาคธุรกิจยังขาดความสามารถในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานและการสร้างรายได้
3 บทบาทรัฐ ปลดล็อก AI เพิ่มผลิตภาพ
Franziska มองว่า ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ AI สามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น โดยมี 3 บทบาทสำคัญ
- เป็นผู้ใช้งาน AI โดยภาครัฐสามารถนำ AI มาใช้ในการให้บริการประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการของภาครัฐ
- เป็นผู้กำกับดูแล โดยต้องกำหนดขอบเขตด้านความปลอดภัยและการใช้ข้อมูลให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องออกแบบกติกาที่ไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยี
- สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ให้ภาคธุรกิจสามารถนำ AI มาใช้ได้จริง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างหลักประกันด้านอุปทานพลังงานที่มีความมั่นคง ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่สามารถคาดการณ์ได้
AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ดัน “ทักษะเสริม AI”
นอกจากผลกระทบต่อภาคธุรกิจแล้ว การเข้ามาของ AI ยังทำให้ตลาดแรงงานในเอเชียเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยความต้องการทักษะที่สามารถทำงานร่วมกับ AI หรือ AI-augmenting skills มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทักษะที่มีความสำคัญ ได้แก่ คณิตศาสตร์เชิงปริมาณ การคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ทักษะการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมกับลูกค้า
สำหรับประเทศไทย World Bank มองว่า ภาคบริการและการท่องเที่ยวถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก AI โดยเฉพาะหากสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำ Small AI หรือแอปพลิเคชัน AI ขนาดเล็กมาใช้ในวงกว้าง
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือธุรกิจเทคโนโลยี แต่สามารถเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในภาคเศรษฐกิจจริงได้
“สันติธาร” ชี้ FDI รอบใหม่ โจทย์ไม่ใช่แค่เงินลงทุน
ด้าน นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน สามารถเปรียบเทียบได้กับช่วงปี 2534 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ภายหลังข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord)
อย่างไรก็ตาม FDI ในรอบปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินลงทุนดังกล่าวกระจายไปยังอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อการเติบโตในอนาคต ทั้ง โครงสร้างพื้นฐาน AI เศรษฐกิจสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ
แต่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง รัฐบาลไม่สามารถมองเพียงมูลค่าเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศได้อีกต่อไป โดยต้องให้ความสำคัญกับ “การสร้างมูลค่า” (Value Creation) จากการลงทุน
ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการกำหนดเงื่อนไขให้การลงทุนจากต่างประเทศสามารถสร้างงานคุณภาพสูง ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับมหาวิทยาลัย และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการ SME ในประเทศ
เป้าหมายคือทำให้ผลประโยชน์จาก FDI กระจายไปยังระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ
ชูไทย “Trusted Connector” เชื่อมเศรษฐกิจโลก
นายสันติธารยังย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ “Trusted Connector” หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ ในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน เสนอแนวทางยุทธศาสตร์ AI ของไทยออกเป็น 2 มิติ ได้แก่ “All in AI” และ “AI in All”
สำหรับ All in AI คือการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่า AI ระดับโลก โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ AI แต่รวมถึงการเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น ชิป โฟโทนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลังสูง
ส่วน AI in All คือการผลักดันให้ AI เข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่
ฝัง Small AI ใน “ไทยช่วยไทยพลัส”
หนึ่งในตัวอย่างที่นายสันติธารยกขึ้นมา คือการนำ AI ขนาดเล็กเข้าไปฝังในระบบกระเป๋าเงินดิจิทัล บนแอปพลิเคชันถุงเงินของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส
แนวคิดดังกล่าวสามารถนำ AI มาช่วยพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยในการ วิเคราะห์ราคาวัตถุดิบ บันทึกยอดขาย และตรวจสอบว่าวันใดหรือช่วงเวลาใดมียอดขายดี
ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลสำหรับการบริหารร้านค้าเท่านั้น แต่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วย
แนวทางนี้สะท้อนแนวคิด AI in All ที่ต้องการนำ AI ลงไปสู่ผู้ประกอบการระดับฐานราก แทนที่จะจำกัดการพัฒนา AI ไว้เฉพาะภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่
รื้อ “Operating System” เศรษฐกิจไทยใหม่
นายสันติธาร กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงเรื่อง ฮาร์ดแวร์ แต่ต้องถึงขั้นการรื้อและเขียน “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ของเศรษฐกิจไทยใหม่
เหตุผลสำคัญคือการทำงานของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ยังมีลักษณะแยกออกจากกัน หรือ Silos ขณะที่เศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี ทุน แรงงาน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกัน
โดยเฉพาะในยุคที่ AI สามารถเข้ามาช่วยเขียนโค้ดและพัฒนาระบบได้ ทำให้การสร้างระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ไม่ได้เป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนและภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้







