
ดีลอยท์ ชี้ 3 ความท้าทาย แนะ 3 โอกาสทองธุรกิจ ปรับตัวด้วย AI
ดีลอยท์ เปิดยุทธศาสตร์ผ่าวิกฤตธุรกิจไทย ชี้ 3 ความท้าทายมหาภาค พร้อมแนะ 3 โอกาสทองปรับตัวด้วย AI และ Portfolio Management รับมือโลก Structural Shift
KEY
POINTS
- ธุรกิจไทยเผชิญ 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ ความผันผวนทางการค้าและภาษีจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์, เสถียรภาพและต้นทุนด้านพลังงาน และการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI
- แนะ 3 โอกาสทองในการสร้างคุณค่าใหม่ คือ การประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง, การบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์เพื่อลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูง และการออกแบบโมเดลการทำงานใหม่ให้คนและ AI ทำงานร่วมกัน
- แม้การนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% แต่มีเพียง 19% ที่สามารถขยายการใช้งานได้ครอบคลุมทั้งองค์กร ซึ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาอีกมาก
นางสาวเมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ (Country Managing Partner) ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap ในหัวข้อ "Redesign Challenges Opportunities and Competitiveness" จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า บริบทโลกในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Structural Shift หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวร
ซึ่งปรากฏการณ์วิกฤตหลายอย่างที่เคยถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือ "Black Swan" อาทิ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาน้ำท่วม ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอบอย่างต่อเนื่อง (Recurring Events) ส่งผลให้องค์กรธุรกิจไม่สามารถใช้วิธีการคาดการณ์แบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างองค์กรที่มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เปิด 3 ความท้าทายธุรกิจไทย
ขณะเดียวกัน จากผลการสำรวจผู้บริหารระดับสูงพบว่า 47% มองว่าสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical situation) เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราภาษีทางการค้า (Tariffs) และราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม
สภาวการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญกับ 3 ความท้าทายหลักทางเศรษฐกิจมหาภาค ได้แก่
1) ความผันผวนด้านการค้าและภาษี (Trade and tariff volatility) ที่กดดันให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนยุทธศาสตร์การลงทน การขยายฐานการผลิต และการจัดการสิทธิประโยชน์ทางการค้า
2) เสถียรภาพและต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเติบโตของการใช้พลังงานใน Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดันสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นจาก 20% ในปัจจุบัน ไปสู่ 45% ภายในปี 2050
และ 3) ความขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ซึ่งภาคธุรกิจต้องเร่งยกระดับทักษะ (Upskilling) พนักงานเดิม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนนโยบายรัฐในการสร้างทักษะดิจิทัลแก่ประชาชน
แนะ 3 โอกาสทอง ธุรกิจไทย เร่งปรับตัวด้วย AI
สำหรับธุรกิจไทยมีโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ดังนี้
โอกาสแรก คือการประยุกต์ใช้ Advanced Technology และ AI อย่างเหมาะสม แม้ผลสำรวจจะพบว่าอัตราการนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยเพิ่มขึ้นจาก 47% เป็น 60% ภายในเวลาเพียง 1 ปี แต่มีเพียง 19% หรือ 1 ใน 5 ขององค์กรเท่านั้นที่สามารถขยายการใช้ AI ได้ครอบคลุมทั้งองค์กร (Across Organization)
โดยปัจจัยสำเร็จของการขับเคลื่อน AI ประกอบด้วยการนำโดยผู้นำธุรกิจ การวางยุทธศาสตร์ข้อมูล และการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign Workflow) เพื่อให้คนและเทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงทางเลือกในการนำ China Tech มาประยุกต์ใช้ ซึ่งสามารถสร้างประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ได้สูงถึง 80–90% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีจากตะวันตก (Western Tech) ขณะที่มีต้นทุนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจไทยเลือกผสมผสานเทคโนโลยีจากทั้งสองค่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนสูงสุด
โอกาสที่สอง คือการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอเชิงยุทธศาสตร์ (Portfolio Strategy & Asset Optimization)ในสภาวะที่ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและการแข่งขันรุนแรงขึ้น การปรับโครงสร้างสินทรัพย์หรือการขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core) ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการระดมทุนเพื่อนำไปลงทุนในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า
โดยผลสำรวจชี้ว่า 70% ของผู้บริหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังพิจารณาทำธุรกรรม M&A หรือบริหารพอร์ตอย่างน้อย 1 รายการในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้าดังตัวอย่างของ Reliance/Jio ในอินเดียที่ขยายจากพลังงานสู่สื่อสารและระบบนิเวศความบันเทิงจนสร้างรายได้ถึง 1 ใน 3 ของบริษัท หรือ Singapore Airlines ที่สร้างรายได้จากโปรแกรมสะสมไมล์ KrisFlyer สูงถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจนกลายเป็นสกุลเงินใหม่ในระบบนิเวศ
ส่วน โอกาสที่สาม คือการออกแบบรูปแบบการดำเนินงานใหม่ (Redesign Operating Model) เพื่อให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น ซึ่งองค์กรที่ปรับตัวได้ดีสามารถเพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจได้สูงถึง 2.5 เท่า ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกสดที่ใช้ AI บริหารจัดการสินค้าในรถเข็นอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ หรือร้านกาแฟในต่างประเทศที่ใช้ข้อมูลความหนาแน่นเรียลไทม์กระจายคิวลูกค้าไปยังสาขาใกล้เคียงด้วยการส่งโปรโมชันส่วนลด
เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสเหล่านี้ได้สำเร็จ ภาคธุรกิจต้องขับเคลื่อนผ่าน 3 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การมีทิศทางยุทธศาสตร์และ Business Case ที่ชัดเจน การเร่งพัฒนาและยกระดับทักษะบุคลากร (Talent Upskilling) และ การกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง (Governance) ที่มีความสมดุล
“ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การปรับตัว (Adapt) อาจทำให้ธุรกิจอยู่รอด แต่การออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ (Redesign) และการขับเคลื่อนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ที่จะนำพาธุรกิจไทยไปสู่ชัยชนะได้อย่างยั่งยืน”





