
"พิรงรอง" ยื่นคำขาด จี้ กสทช. เปิดประชุมมาตรา 20 ภายใน 16 ก.ย.
ปมร้อนบอร์ด กสทช. บานปลาย "พิรงรอง" ออกหนังสือด่วนที่สุด จี้ไตรรัตน์เลิกปกป้อง "หมอสรณ" ชี้เป็นคดีส่วนตัว เตือนฝ่าฝืนมาตรา 20 เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่
KEY
POINTS
- ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ยื่นคำขาดให้สำนักงาน กสทช. จัดประชุมบอร์ดตามมาตรา 20 ภายในวันที่ 16 กันยายน
- การเรียกร้องเกิดจากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่าประธาน กสทช. (ศ.คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป
- ศ.ดร.พิรงรอง ชี้ว่าการนัดประชุมที่สำนักงาน กสทช. อ้างถึง เป็นการนัดโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจ และเรียกร้องให้สำนักงานฯ ยุติการทำหน้าที่เป็น "ปากเสียง" ให้ประธาน
ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น หลัง ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการ กสทช. ยืนยันว่าการนัดประชุมบอร์ดต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสามของกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่เท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. ยุติบทบาทเป็น "ปากเสียง" ให้ ศ.คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในคดีส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง
จุดเริ่มต้นของปัญหา
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณ มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุชัดว่า หลังคณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยแล้ว ศ.คลินิกสรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
ทั้งนี้ มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่กรรมการบางส่วนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ โดยต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน เพื่อให้การให้บริการสาธารณะด้านวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด ซึ่งหมายความว่ากรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ควรสามารถประชุมและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามกฎหมาย
คำขอที่ถูกเพิกเฉย
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 "พิรงรอง" ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งจัดประชุมให้กรรมการ 6 คนที่เหลือ ในวันที่ 4 หรือ 7 กันยายน หรือวันที่สะดวกตรงกัน แต่จนถึงขณะนั้นสำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้แจ้งนัดหมายประชุม และไม่ได้ชี้แจงเหตุขัดข้องใด ๆ
ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนรายงานว่า นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงว่าไม่สามารถจัดประชุมวันที่ 4 กันยายนได้ เนื่องจาก ศ.คลินิกสรณ ได้กำหนดนัดประชุมบอร์ดครั้งถัดไปไว้แล้วในวันที่ 9 กันยายน ด้าน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ก็ออกมายืนยันสถานภาพทางกฎหมายของ ศ.คลินิกสรณ ในฐานะประธาน กสทช. ว่ายังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
สำนักงานฯ ยึดปฏิทินเดิม อ้างระเบียบแจ้งนัดล่วงหน้า
ต่อมา นายไตรรัตน์ ทำบันทึกตอบกลับ พิรงรอง โดยอ้างระเบียบข้อบังคับการประชุม กสทช. ที่กำหนดให้ต้องแจ้งนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่ "ประธาน" จะเห็นสมควรให้นัดเร็วกว่านั้น พร้อมยืนยันว่าจะยึดปฏิทินการประชุมประจำเดือนกันยายนที่แจ้งไว้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งกำหนดประชุมครั้งถัดไปไว้ในวันที่ 9-10 กันยายน หากกรรมการต้องการประชุมนัดพิเศษเพิ่มเติม ให้ส่งเรื่องถึง "ประธาน กสทช." เพื่อพิจารณาตามระเบียบ
คำตอบดังกล่าวกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะเท่ากับสำนักงาน กสทช. ยังคงยึดถือคำสั่งนัดประชุมจากผู้ที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
"พิรงรอง" สวนกลับ ชี้ผู้นัดประชุมไม่มีอำนาจ
ล่าสุดวันที่ 9 กันยายน 2569 "พิรงรอง" มีบันทึกแจ้งกลับไปยังรักษาการเลขาธิการอีกครั้ง ระบุว่า การนัดประชุมที่สำนักงาน กสทช. อ้างถึงนั้น เป็นการนัดโดย ศ.คลินิกสรณ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้วว่าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ได้ต่อไป นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงถือเป็น การนัดประชุมโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่
ด้วยเหตุนี้ "พิรงรอง" จึงย้ำจุดยืนว่า นับจากนี้การนัดประชุม กสทช. ต้องเริ่มต้นจากมาตรา 20 วรรคสามเท่านั้น หากผู้ใดฝ่าฝืนอาจเข้าข่าย ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมขอให้สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยธุรการที่มีหน้าที่สนับสนุนกรรมการทั้งคณะ ไม่ใช่เฉพาะตำแหน่งประธาน เร่งจัดประชุมและอำนวยความสะดวกให้กรรมการที่เหลืออยู่โดยเร็วที่สุด ภายในวันพุธที่ 16 กันยายน 2569
อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคและสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้สำนักงานแจ้งให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมสนับสนุนการประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลือ เพื่อเร่งเคลียร์ 148 วาระค้าง ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โทรทัศน์ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ.







