
สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก ชี้ 8 ปมปล่อยโฆษณามิจฉาชีพเกลื่อน-ไร้เยียวยาเหยื่อ
สภาผู้บริโภคเดินหน้าฟ้องตรง "เฟซบุ๊ก" ทั้งไทยและสำนักงานใหญ่ หลังพบสถิติเหยื่อพุ่งกว่า 3,700 ราย แฉ 8 ข้อบกพร่อง ปล่อยระบบคัดกรองล้มเหลว เอื้ออมิจฉาชีพสูบเงินคนไทย แต่ไร้มาตรการเยียวยา หวังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แพลตฟอร์มระดับโลกต้องรับผิดชอบ
KEY
POINTS
- สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัท เมตา (เฟซบุ๊ก) ต่อศาล หลังจากเจรจาให้แก้ไขปัญหาโฆษณาหลอกลวงนานกว่า 1 ปีแต่ไม่เป็นผล
- การฟ้องร้องชี้ให้เห็นถึง 8 ปัญหาหลัก เช่น ระบบคัดกรองโฆษณาที่ล้มเหลว การปล่อยให้ขายสินค้าผิดกฎหมาย และการยืนยันตัวตนที่หละหลวม
- กล่าวหาว่าเฟซบุ๊กขาดความรับผิดชอบและไม่มีกลไกเยียวยาความเสียหาย ทำให้ผู้บริโภคที่ถูกฉ้อโกงต้องแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด
8 มิถุนายน 2569 : สภาองค์กรของผู้บริโภค ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลดำเนินคดีกับ บริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์ม "เฟซบุ๊ก" (Facebook) ทั้งสำนักงานในประเทศไทยและสำนักงานใหญ่เป็นที่เรียบร้อย หลังพยายามเจรจาและเรียกร้องให้ยกระดับการป้องกันมานานกว่าปี แต่แพลตฟอร์มยังคงปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงและการฉ้อโกงออนไลน์ระบาดอย่างหนัก
จากข้อมูลล่าสุด ระหว่างปี 2567 ถึงมีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกรณีซื้อสินค้าและบริการออนไลน์สูงถึง 6,164 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้มีต้นตอมาจากเฟซบุ๊กมากถึง 3,793 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินแล้วไม่ได้ของ ถูกหลอกลงทุน หรือการถูกสวมรอยเปิดเพจปลอม
นางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า เหยื่อในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ขาดความรู้เท่าทันเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่ แพทย์ อาจารย์ ข้าราชการ ไปจนถึงนักธุรกิจ เนื่องจากทุกคนมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานของแพลตฟอร์มระดับโลก ว่าจะมีระบบคัดกรองที่ปลอดภัย
ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เพื่อเป้าหมายในการปฏิรูปมาตรฐานดิจิทัล โดยได้สรุป "8 ปัญหาแกนหลัก" ที่เฟซบุ๊กต้องรับผิดชอบ ดังนี้:
- ระบบคัดกรองล้มเหลว: ปล่อยโฆษณาหลอกลงทุน แอบอ้างคนดัง และเว็บพนันเกลื่อนแพลตฟอร์ม ชวนตั้งคำถามว่าให้ความสำคัญกับ "รายได้ค่าโฆษณา" มากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้
- Marketplace แหล่งขายของเถื่อน: ทั้งระบบเพจและ Marketplace กลายเป็นพื้นที่ปล่อยผ่านสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยา-อาหารเสริมเถื่อน และสินค้าอันตราย
- อัลกอริทึมส่งเหยื่อให้มิจฉาชีพ: ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ ถูกมิจฉาชีพนำมาใช้ "ยิงโฆษณา" เจาะกลุ่มเป้าหมาย (เช่น ผู้สนใจลงทุนหรือรักสุขภาพ) ได้อย่างแม่นยำ จนสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและจิตใจ
- รับเงินบนคราบน้ำตา: เฟซบุ๊กมีรายได้จากการขายโฆษณาให้กลุ่มมิจฉาชีพ จึงปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้
- ระบบยืนยันตัวตนหละหลวม: เปิดเพจปลอมและบัญชีม้าได้ง่ายดาย เมื่อเกิดเหตุฉ้อโกง ทั้งเหยื่อและตำรวจจึงแทบไม่สามารถตามหาตัวคนร้ายจริงได้เลย
- ใช้ช่องว่างกฎหมายปัดความรับผิดชอบ: ทำธุรกิจเสมือนตลาดออนไลน์ที่โกยรายได้มหาศาล แต่มักอ้างสถานะเป็นเพียง "ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม" เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบและประเด็นภาษีในไทย
- ระบบเยียวยาเป็นศูนย์: แตกต่างจากแพลตฟอร์ม E-commerce อื่นๆ เฟซบุ๊กไม่มีระบบ "กักเงินกลาง" เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อ เมื่อถูกโกง ผู้บริโภคจึงต้องแบกรับความเสียหายเองทั้งหมด
- สองมาตรฐานระดับโลก: ในหลายประเทศ Meta ปรับใช้มาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดตามกฎหมายท้องถิ่น แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีมาตรฐานเดียวกัน และความร่วมมือยังไม่เพียงพอ
การฟ้องร้องครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่เพียงแต่ต้องการให้ Meta ชดใช้ความเสียหาย แต่เป็นการกดดันให้เกิดการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัลในไทย ทั้งระบบตรวจสอบผู้ขายเชิงรุก และการตั้งกลไกเยียวยาตามมาตรฐานสากล พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคได้เปิดแคมเปญรณรงค์ให้ผู้เสียหายทั่วประเทศร่วมแชร์ประสบการณ์ เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนให้แพลตฟอร์มระดับโลกรายนี้หันมาเหลียวแลและรับผิดชอบต่อผู้บริโภคไทยอย่างจริงจัง.







