thansettakij
thansettakij
ผู้บริโภคอ่วมผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอั้นไม่ไหว ต้นทุนแรมพุ่งจ่อขยับราคา 2,000 บาท

ผู้บริโภคอ่วมผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอั้นไม่ไหว ต้นทุนแรมพุ่งจ่อขยับราคา 2,000 บาท

08 มี.ค. 2569 | 04:09 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มี.ค. 2569 | 04:25 น.

ตลาดสมาร์ทโฟนโลกเข้าสู่รอบใหม่ของการปรับราคา หลังผู้ผลิต อั้นต้นทุนชิ้นส่วนพุ่งไม่ไหว คาดมี.ค.นี้ทยอยขยับเพิ่ม 1,500-2,000 บาท เริ่มต้นจากพี่ใหญ่ “ซัมซุง” นำร่องขยับราคารุ่นเรือธง Galaxy S26 4,000-7,000 บาท เจมาร์ทโมบาย เชื่อไม่กระทบตัดสินใจซื้อ IDC ชี้วิกฤตแรมขาดแคลน ฉุดตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกร่วง 13% ยอดขาย 1.1 พันล้านเครื่อง

KEY

POINTS

  • ต้นทุนชิปหน่วยความจำ (RAM) พุ่งสูงขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนในตลาดสมาร์ทโฟน
  • ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายแบรนด์ไม่สามารถแบกรับต้นทุนไหว ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้ารุ่นใหม่เฉลี่ย 1,500-2,000 บาท
  • แบรนด์ชั้นนำอย่าง Samsung, Oppo, vivo เริ่มปรับขึ้นราคาแล้ว และคาดว่า Xiaomi และ Apple จะได้รับผลกระทบในอนาคตเช่นกัน

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเร่งลงทุนในศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำ DRAM และ NAND จำนวนมหาศาล ส่งผลให้กำลังการผลิตของโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ถูกจัดสรรไปยังตลาดเซิร์ฟเวอร์มากขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ซัพพลายชิปหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคเริ่มตึงตัวและราคาชิ้นส่วนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผู้ผลิตมือถือหลายรายเริ่มทยอยปรับราคาสินค้าหรือเปลี่ยนกลยุทธ์การตั้งราคาในรุ่นใหม่เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป

โดยนายนาบิลา โพพัล(Nabila Popal) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ ไอดีซี (IDC) ระบุว่าวิกฤตความขาดแคลนหน่วยความจำ ทั่วโลกจะส่งผลให้ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟน ลดลง 13% ในปี 2569 หรือคิดเป็นจำนวน 1.1 พันล้านเครื่อง ลดลงจาก 1.26 พันล้านเครื่องในปี 2568 โดยปริมาณหน่วยความจำสำรองถูกดึงไปใช้จนหมดไปจนถึงปีหน้า และสถานการณ์จะไม่คลี่คลายจนกว่าจะถึงช่วงกลางปี 2570 เป็นอย่างน้อย

ซึ่งความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ถูกมองว่าหนักหนากว่าช่วงภาษีศุลกากรและวิกฤตโรคระบาดที่เคยเกิดขึ้น ขณะที่สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ราคาประหยัดจากแบรนด์ต่างๆ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีกำไรต่อเครื่องน้อยจนไม่สามารถอั้นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป

ด้านนายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (Jaymart Mobile) หนึ่งในผู้นำการจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี มือถือ และอุปกรณ์เสริมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ต้นปีที่ผ่านมาราคาสมาร์ทโฟน ยังไม่มีการปรับราคาขึ้น เนื่องจากเป็นสต็อกเก่าจากปีที่แล้ว แต่ตั้งแต่เดือนมีนาคม จะเริ่มเห็นสมาร์ทโฟน และสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ทยอยเปิดตัว มีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,5000-2,000 บาท อย่างไรก็ตามมองว่าราคาที่ปรับขึ้นไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค  เนื่องจากสินเชื่อผ่อนชำระ ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้วแต่ละเดือนจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ผู้บริโภคอ่วมผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอั้นไม่ไหว ต้นทุนแรมพุ่งจ่อขยับราคา 2,000 บาท “ภาพรวมสมาร์ทโฟนเริ่มมีการทยอยปรับราคาสินค้าขึ้น ตัวอย่าง S26: รุ่น 256 GB (Ultra) วางขายราคาเดิม รุ่น 512 GB ปรับราคาเพิ่มขึ้น 2,000 บาท Oppo Reno 15 Series มีการประกาศปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 - 2,000 บาท เช่นเดียวกับ vivo: ที่เปิดตัว vivo V70 เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ ปรับราคาขึ้นใกล้เคียงกับ Oppo”

แหล่งข่าวจากตัวแทนจำหน่ายสมาร์ทโฟนรายหนึ่ง กล่าวว่าตลาดประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงราคาของสมาร์ทโฟนชัดเจนผ่านการเปิดตัว Samsung Galaxy S26 โดยแม้จะมีการตรึงราคารุ่น Ultra ไว้ที่ 46,900 บาทแต่ในรุ่นมาตรฐานและรุ่น Plus กลับมีการปรับราคาขึ้นอย่างรุนแรง โดยรุ่น S26 ความจุ 256GB ปรับเพิ่มเป็น 33,900 บาท และความจุ 512GB เพิ่มเป็น 41,900 บาท ขณะที่รุ่น Plus ความจุ 256GB อยู่ที่ 40,900 บาท และรุ่น 512GB พุ่งสูงถึง 48,900 บาท ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาถึง 4,000-7,000 บาท เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ผู้บริโภคอ่วมผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอั้นไม่ไหว ต้นทุนแรมพุ่งจ่อขยับราคา 2,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าแบรนด์สมาร์ทโฟนจากจีนอย่าง เสี่ยวมี่ (Xiaomi) ในรุ่น Redmi K90 และมือถือรุ่นใหม่ๆ มีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มขึ้นเช่นกัน หลังจากผู้บริหารได้ออกมาเตือนถึงต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับ ออปโป้ (OPPO) Find X9 และ วันพลัส (OnePlus) 15 ซึ่งเป็นกลุ่มเรือธงที่ใช้ชิประดับสูงและ RAM ขนาดใหญ่ ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาเปิดตัวจะพุ่งสูงขึ้นตามต้นทุนซัพพลายเชนที่กดดันผู้ผลิตทั่วโลก

ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง แอปเปิล (Apple) แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า iPhone 17 และ iPhone รุ่นถัดไป อาจหลีกเลี่ยงการปรับราคาได้ยากเนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำและชิปที่สูงขึ้นจากการรองรับเทคโนโลยี AI แม้ Apple จะได้รับสิทธิพิเศษในการจัดซื้อชิ้นส่วนแต่รายงานระบุว่าบริษัทต้องจ่ายเงินค่าชิปหน่วยความจำ LPDDR5X ให้ ซัมซุง (Samsung) สูงขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งแรงกดดันนี้บีบให้ผู้ผลิตเกือบทุกรายต้องใช้กลยุทธ์ยกเลิกความจุเริ่มต้น 128GB และขยับไปเริ่มต้นที่ 256GB แทน เพื่อสร้างความสมเหตุสมผลให้กับระดับราคาที่ขยับสูงขึ้น

ขณะที่บริษัท เสียวหมี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่มีประกาศปรับราคาสินค้าชัดเจน  โดยระบุว่า ภายใต้สภาวะตลาดโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทจำเป็นต้องมีการทบทวนราคาจำหน่ายเป็นระยะเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และรองรับการลงทุนพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์กับนวัตกรรมในระยะยาว

โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับหลักการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมควบคู่กับการรักษามาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ โดยการปรับราคาในแต่ละพื้นที่นั้นจะพิจารณาจากสภาวะตลาดในท้องถิ่น ความคาดหวังของผู้บริโภค และสภาพการแข่งขัน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ คุณภาพ และระดับราคาที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้

ทั้งนี้ เสียวหมี่ ระบุว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการกำหนดราคาสินค้าประกอบด้วย ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ข้อกำหนดทางภาษี กฎระเบียบ รวมถึงต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการจัดจำหน่ายในแต่ละประเทศ