KEY
POINTS
โลกของเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ใช้งานทั่วโลก โดยมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์นี้อาจลากยาวไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากความต้องการใช้ในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) พุ่งสูงจนเกินขีดความสามารถในการผลิต โดยเฉพาะราคา DRAM ที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการที่อุปสงค์และอุปทานขาดความสมดุลอย่างหนัก
IDC ได้ติดตามสถานการณ์หน่วยความจำอย่างใกล้ชิดและพบว่าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ต้องการหน่วยความจำมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกทั้ง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology ต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ด้วยการโยกย้ายกำลังการผลิตจากชิปหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ไปผลิตโซลูชันที่มีกำไรสูงกว่าเพื่อรองรับ AI เช่น High-Bandwidth Memory (HBM) และ DDR5 ความจุสูงแทน
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนเกมที่ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ เพราะทุกแผ่นเวเฟอร์ที่ถูกนำไปผลิต HBM ให้กับชิป GPU ของ Nvidia หมายถึงการสูญเสียกำลังการผลิตชิป LPDDR5X สำหรับสมาร์ทโฟนหรือ SSD สำหรับโน้ตบุ๊กทั่วไป โดย IDC คาดการณ์ว่าในปี 2569 อัตราการเติบโตของอุปทาน DRAM จะอยู่ที่ 16% และ NAND ที่ 17% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในอดีต
ทางด้านตลาดพีซีและโน้ตบุ๊กกำลังเผชิญกับความผันผวนรุนแรง เนื่องจากวิกฤตนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่จากการที่ Windows 10 หมดอายุขัย ประกอบกับการผลักดัน AI PC ที่ต้องการ RAM ขั้นต่ำถึง 16GB ซึ่งการเพิ่มหน่วยความจำในสภาวะที่ของขาดแคลนนั้นมีต้นทุนที่สูงมหาศาล
ปัจจุบันผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Lenovo, Dell, HP, Acer และ ASUS ได้เริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้า 15-20% แล้ว ซึ่งสถานการณ์นี้อาจทำให้ตลาดพีซีในปี 2569 หดตัวรุนแรงได้ถึง 8.9% ในกรณีเลวร้ายที่สุด โดยกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยและกลุ่มประกอบเครื่องเอง (DIY) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2569 จะได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิต Android ที่เน้นทำตลาดระดับแมสอย่าง Xiaomi, Oppo, Vivo, Realme และกลุ่ม Transsion ซึ่งมีกำไรต่อเครื่องค่อนข้างบาง เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15-20% ของต้นทุนวัสดุทั้งหมด ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้อาจต้องเลือกทางใดทางหนึ่งระหว่างการปรับขึ้นราคาขายอย่างรุนแรง หรือการลดสเปกเครื่องลง
ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Samsung แม้จะมีข้อได้เปรียบด้านเงินทุนและสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้า แต่ก็อาจประสบปัญหาในการอัปเกรด RAM ในรุ่นเรือธงใหม่ๆ โดยราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของสมาร์ทโฟนอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 8%
นายวรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเลอโนโว ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าเลอโนโว ได้ประกาศปรับราคาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทั้งแบบตั้งโต๊ะ และโน้ตบุ๊ก ขึ้น 10-20% ทุกรายการ เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นจากสถานการณ์ชิ้นส่วนประกอบหลัก ทั้งหน่วยความจำ การ์ดจอ และหน่วยประมวลผล (ชิป) ขาดตลาด และขึ้นราคา ซึ่งส่งกระทบระยะสั้นในเรื่องของโครงการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร
ทั้งนี้ต้องสื่อสารให้กับลูกค้าเข้าใจถึงสถานการณ์ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะใน 2-3 เดือนนี้ แต่จะเป็นปรากฤการณ์ที่เกิดขึ้น 6-9 เดือน โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนหลักจะมีการปรับราคาขึ้นอีก 2-3 รอบในปีนี้
ด้านนายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่าปัญหาชิ้นส่วนขาดตลาดส่งผลกระทบทั้งอุตสาหกรรมไอที ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน ทำให้มีต้นทุนผลิตสูงขึ้น และส่งผลต่อราคา โดยโน้ตบุ๊กบางรุ่นราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 20-30% อย่างไรก็ตามขณะนี้เอเซอร์ยังไม่มีการประกาศปรับราคาสินค้าขึ้น เนื่องจากยังมีสต็อกเดิมที่วางแผนไว้ปลายปี ซึ่งยังเป็นต้นทุนเก่าอยู่
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะมีการประกาศขยับราคาขึ้น ประมาณไตรมาส 2 ซึ่งการปรับราคาดังกล่าวมีผลกระทบกับยอดขายในปีนี้แน่นอน แต่ไม่ใช่เฉพาะเอเซอร์แบรนด์เดียว โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ส่งผลกระทบกับทุกแบรนด์
ขณะที่นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ดิสทริบิวเตอร์ผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อราคาชิ้นส่วนสำคัญมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปในตลาด โดยมีโอกาสที่ราคาอาจปรับตัวสูงขึ้นได้ถึง 10% ในอนาคตอันใกล้นี้
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการปรับราคาในครั้งนี้ มาจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในลักษณะโครงสร้างราคาโดยรวม ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจและพาร์ทเนอร์ต่างๆ ที่เริ่มมีการปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นตามต้นทุนที่แบกรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนสินค้ายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่อาจทำให้ราคาขยับสูงขึ้นไปอีก โดยมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 2563-2565 ที่เกิดภาวะสินค้าขาดตลาดอย่างหนักจนผลักดันให้ราคาซื้อขายในตลาดพุ่งสูงขึ้น แต่ไม่กระทบตลาดเนื่องจากความต้องการคอมพิวเตอร์ยังมีสูงอยู่