

KEY
POINTS
หลังจาก นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานและประธานคณะผู้บริหาร (Chairman and CEO) อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise Ventures Group) เข้าซื้อหุ้น TRUE จาก บริษัท เทเลนอร์ ไทยแลนด์ อินเวสต์เมนท์ส หรือ เทเลนอร์ ผ่านบริษัทลูก อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด จำนวน 24.95% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,900 ล้านบาท หรือราว 32,300 ล้านโครนนอร์เวย์ โดยอิงราคาหุ้นละ 11.70 บาท
ล่าสุด นายศุภชัย ได้พบนักวิเคราะห์เพื่อตอบคำถาม เกี่ยวกับกับกรณีเข้าไปซื้อหุ้น TRUE ต่อจาก เทเลนอร์ ที่อาคาร TRUE TOWER ถ.รัชดา ว่า อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ 3 เสาหลัก คือ โทรคมนาคม, ธุรกิจคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์, และ ธุรกิจฟินเทค โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงบริการระดับผู้บริโภค
สำหรับ True IDC และ Ascend Money จะยังมีการร่วมทุนกับผู้ถือหุ้นรายเดิม แต่ในทางปฏิบัติ อไรซ์จะทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัลเหล่านี้ควบคู่ไปกับทรู ขณะที่อไรซ์จะสนับสนุนการลงทุนเชิงลึกด้าน AI, Cloud และ Data Center ผ่านบริษัทย่อยเฉพาะทาง เพื่อไม่สร้างภาระต่อเนื้อธุรกิจโทรคมนาคมของทรู และสร้างSynergy Value ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“แม้ในทางระเบียบการเงิน ธุรกิจดิจิทัล กับ ทรู จะแยกออกจากกัน แต่บทบาทของ ผม และ คุณซิกเว่ ที่ อไรซ์ กรุ๊ป คือการมองหา “การผนึกกำลัง” (Synergy) ระหว่างธุรกิจเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ True Money กับ ธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อสร้างความแตกต่าง และ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจเหล่านี้ควรจะส่งเสริมกันและกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Digital Media Platform”
ขณะที่ นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทรู คอร์ปอเรชั่น และประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจเทค-โทรคมนาคม และดิจิทัล อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ยืนยันว่าดีลครั้งนี้ไม่ทำให้วินัยทางการเงินเปลี่ยนแปลง เป้าหมายยังคงเป็น “Progressive Dividend” จ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% พร้อมลดอัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลงสู่ระดับ 3.2 เท่าในปี 2027 โดยบริษัทระบุว่าไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจของผู้บริโภคยังอยู่บนฐานของ 4G และ 5G ขณะที่ 6G ยังไม่ใช่วงจร CAPEX ที่ต้องเร่งด้วยต้นทุนสูง
นอกจากนี้ นายศุภชัย ได้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยี AI และ Cloud จะไม่ทำให้ทรูต้องแบกรับภาระการลงทุนหนักเหมือนโครงสร้างพื้นฐานยุคก่อน เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น GPU และดาต้าเซ็นเตอร์ จะดำเนินการโดย True IDC ในขณะที่ทรูจะใช้ฐานข้อมูลและผู้ใช้งานขนาดใหญ่เพื่อสร้างรายได้รูปแบบใหม่ผ่านโมเดล Revenue Sharing กับพันธมิตรระดับโลก
ประธานกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอไรซ์ ระบุต่อไปว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวของอไรซ์คือการทำให้ทรูสร้างมูลค่าเพิ่ม 2–3 เท่า พร้อมจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ธุรกิจโทรคมนาคมของทรูจะมุ่งเน้นเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การพัฒนาแอปพลิเคชัน และการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยจะไม่ขยายการลงทุนข้ามไปยังอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตร อสังหาริมทรัพย์ หรือค้าปลีก การลงทุนและ Synergy ที่เกิดขึ้นจะจำกัดอยู่บนฐาน “ดิจิทัล–โทรคมนาคมเทค–ฟินเทค” เท่านั้น
ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายย้ำว่า Synergy ที่ต้องการไม่ใช่การโยกสินทรัพย์หรือกำไรระหว่างบริษัท แต่คือการสร้าง Value Creation ที่ “1 บวก 1 มากกว่า 2” ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างโทรคมนาคม ดิจิทัล มันนี่ ดาต้าเซ็นเตอร์ และแอปพลิเคชันเพื่อผู้บริโภค รวมถึงการใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
ดีลครั้งนี้ยังไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงในทีมบริหาร โดยทรูยังคงรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลระดับสากลหลังการควบรวม พร้อมวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ แข็งแรง และไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล นอกจากนี้ อไรซ์กำลังเตรียมนำระบบ Stock Options มาใช้กับผู้บริหารเพื่อผูกผลประโยชน์ร่วมกับผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ในภาพรวม กลยุทธ์ใหม่ของอไรซ์และทรูสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสู่การลงทุนในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อน “บริการ + มูลค่าเพิ่ม” โดยทรูจะคงวินัยทางการเงิน ลดหนี้ จ่ายปันผล และใช้ AI เพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจโทรคมนาคมสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ผลประโยชน์สุดท้ายของดีลนี้จึงอยู่ที่การเติบโตของผลประกอบการ ความสามารถในการสร้างเงินปันผล และโอกาสขยายตัวของไทยในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลภูมิภาค
นายศุภชัย ระบุว่าในบทบาทภายใต้อไรซ์ ซึ่งมีสินทรัพย์ในระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจรทั้งโทรคมนาคม เงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และสตาร์ทอัพ เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้อไรซ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย พร้อมมีบทบาทขับเคลื่อนศักยภาพดิจิทัลของประเทศสู่เวทีระดับภูมิภาคอย่างแข็งแกร่ง