กระแสของเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวจากยุคที่เชื่อมั่นในกติกาสากลและการจัดระเบียบผ่านระบบการค้าเสรี ไปสู่ยุคที่อำนาจถูกกำหนดผ่านการสะสมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศมหาอำนาจต่างตระหนักว่าการถือครองเทคโนโลยีสำคัญและโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์คือเกณฑ์ใหม่ของความอยู่รอดและความมั่งคั่ง และในบริบทดังกล่าว การตัดสินใจของนายศุภชัย เจียรวนนท์ที่จะมุ่งขับเคลื่อน Arise Venture Group เต็มตัวจึงต้องถูกอ่านในมิติของยุทธศาสตร์มากกว่าการลงทุน
ปัจจุบันเวทีโลกกำลังเปลี่ยนมือ ประเทศที่เคยเป็นผู้กำหนดกติกาในระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากประเทศที่สะสมเทคโนโลยีพื้นฐานได้เร็วและมีความสามารถในการปฏิบัติสูง
สิ่งที่น่าสังเกตคือทิศทางของ World Economic Forum ที่เปลี่ยนไปหลังยุค Klaus Schwab โฟกัสของเวทีไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจตะวันตกอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หันมามีน้ำหนักต่อเอเชีย เทคโนโลยี และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างแท้จริง
อำนาจในโลกยุคใหม่มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีลึกขึ้นเรื่อยๆ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสามารถเคลื่อนตลาดการเงินได้มากกว่ามาตรการจากภาครัฐ และผู้ประกอบการเทคโนโลยีระดับโลกดึงฝูงชนได้มากกว่าผู้นำรัฐของประเทศขนาดเล็ก ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าโครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไปแล้วและกำลังปรับตัวอย่างรวดเร็วตามหลักการว่า ประเทศหรือผู้เล่นที่ควบคุมเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานได้ จะควบคุมอนาคตทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกันประเทศมหาอำนาจกำลังเร่งย้ายงบประมาณไปสู่ความมั่นคงเชิงเทคโนโลยี การใช้จ่ายด้านความมั่นคงจากเฉลี่ยสองเปอร์เซ็นต์ของ GDP กำลังขยับขึ้นไปถึงระดับสามถึงห้าเปอร์เซ็นต์ โดยไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านการป้องกันประเทศ แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเช่นโรงงานผลิตชิป ศูนย์ข้อมูล และโรงงานอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ต้องพึ่งพาอาวุธหรือเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา การขยับเช่นนี้สะท้อนว่าสมรภูมิเศรษฐกิจในศตวรรษนี้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการค้าสินค้าโภคภัณฑ์
ผลของปรากฏการณ์เหล่านี้คือการลดระดับการพึ่งพาต่างประเทศแล้วหันกลับมาสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถพึ่งพาตนเอง การเคลื่อนตัวจาก “ประสิทธิภาพ” ไปสู่ “ความยืดหยุ่น” และการเปลี่ยนผ่านจาก “โลกาภิวัตน์” ไปสู่ “ภูมิภาคนิยม” กำลังกลายเป็นแนวโน้มหลักของเศรษฐกิจโลก ประชาคมการค้าเริ่มแคบลงเป็นกลุ่มพันธมิตรที่มีความเชื่อร่วมด้านเทคโนโลยีและระบบซัพพลายเชน และมีการค้าขายภายในกลุ่มมากขึ้น
ในบริบทนี้จีนเป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อเริ่มปรับตัวจากฐานการผลิตของโลกไปสู่เศรษฐกิจการบริโภคและบริการดิจิทัลที่มีการเติบโตสูง ในขณะเดียวกันก็จำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการรั่วไหลของความรู้ ซึ่งเป็นท่าทีที่สะท้อนว่าเทคโนโลยีกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์มากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์
การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเป็นภาพสะท้อนเช่นกัน ระบบ AI สามารถแบ่งออกเป็นห้าชั้น ตั้งแต่พลังงาน ชิป คลาวด์และศูนย์ข้อมูล โมเดลปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันเชิงอุตสาหกรรม ทั้งห้าชั้นนี้ต้องถูกสร้างขึ้นในประเทศเดียวกันหรือในเขตเศรษฐกิจเดียวกันเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ หากขาดชั้นใดชั้นหนึ่ง ระบบก็ไม่สามารถสร้างผลิตภาพหรือประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
การมองโลกผ่านกรอบนี้จึงทำให้เห็นการตัดสินใจของ Arise Venture Group อย่างมีเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ Arise Venture Group ประกอบตัวเองให้เป็น ecosystem ที่มีทั้งโทรคมนาคม ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ ระบบชำระเงินและการเงินดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่
เมื่อประกอบกันครบชั้นจะทำให้ไทยมีความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจ AI อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่โลกกำลังมุ่งไป
ภายใต้วิสัยทัศน์ของ Arise Venture Group ได้มีการให้คำอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นอนาคตที่ความรู้ ความเห็นอกเห็นใจ การกำกับดูแลที่ดี และปัญญาประดิษฐ์หลอมรวมกันเพื่อเสริมพลังให้มนุษย์ หากสามารถทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้อย่างเป็นสากล ก็จะสามารถแปรความไม่รู้ให้เป็นความเข้าใจและแปรความไม่ตระหนักให้เป็นความเติมเต็ม เพื่อเปิดทางสู่ความเจริญร่วมกัน ความสุขร่วมกัน และปัญญาที่ยั่งยืน
หากส่องผ่านเลนส์ของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ การขับเคลื่อนของ Arise Venture Group จึงไม่ใช่การสะสมธุรกิจ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเมืองหรือโครงสร้างราชการ หาก ecosystem นี้ประกอบกันได้สำเร็จ ประเทศไทยจะมีฐานเทคโนโลยีที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค สามารถรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของบริการใหม่ และโอกาสทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นทางเลือกที่ทรงพลังและเป็นไปได้มากกว่าการรอระบบการเมืองจัดสรรการปฏิรูป