thansettakij
thansettakij
Carbon Neutrality เบื้องหลังยุทธศาสตร์แข่งขันธุรกิจของ SCG บนเวที Nikkei Asia 2026

Carbon Neutrality เบื้องหลังยุทธศาสตร์แข่งขันธุรกิจของ SCG บนเวที Nikkei Asia 2026

31 ก.ค. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 09:27 น.

Carbon Neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน กับเบื้องหลังยุทธศาสตร์แข่งขันธุรกิจของ SCG บนเวที Nikkei Asia 2026

KEY

POINTS

  • เอสซีจีมองว่าการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ไม่ใช่แค่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว
  • บริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจโดยลงทุนในนวัตกรรม พลังงานสะอาด และยกระดับโรงงานให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่สามารถแข่งขันได้
  • เอสซีจีเน้นย้ำถึง 3 เสาหลักที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ (Economic Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability)

เวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมงานว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มองว่า การลดการปล่อยคาร์บอนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคในเอเชีย ผลสำรวจดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับผู้บริหารจาก SCG, Toyota และ DiDi Global ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา “Future of Mobility and Pathways to Carbon Neutrality” ที่จัดขึ้นในกรุงเทพมหานครเมื่อเร็วๆนี้

การเสวนามีขึ้นท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกที่ทำให้หลายประเทศในอาเซียนต้องเร่งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเดิม โดย อากิโตะ ทานากะ บรรณาธิการบริหาร Nikkei Asia ทำหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมหยิบยกสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นนอกภูมิภาค แต่ส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อนโยนคำถามสำคัญไปยังผู้ร่วมเสวนาว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี นำเสนอวิสัยทัศน์ต่ออนาคตภาคอุตสาหกรรมว่า การขับเคลื่อนสู่ Carbon Neutrality ไม่ใช่เพียงการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ผ่านการลงทุนด้านนวัตกรรม พลังงานสะอาด และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

Carbon Neutrality ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ควรถูกมองในฐานะ Business Strategy

พร้อมระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ควรถูกมองในฐานะ Business Strategy ไม่ใช่เพียง ESG เพราะการดำเนินธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงาน นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ (Economic Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ถือเป็น 3 เสาหลักที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

 “Energy Security Economic Competitiveness และ Sustainability ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือก แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน”

 เพื่อตอบรับความท้าทายดังกล่าว นายธรรมศักดิ์ ระบุว่าเอสซีจีเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางภาวะสินค้าล้นตลาดจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนที่ส่งผลกระทบต่อหลายตลาดทั่วโลก โดยควบรวมโรงงานขนาดเล็กในภูมิภาคให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน แทนการแยกผลิตตามรายประเทศ เพื่อรองรับการนำระบบหุ่นยนต์และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยและอาเซียนในระยะยาว

ใช้เครือข่ายธุรกิจในอาเซียนเป็นฐานสำคัญสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ในระดับภูมิภาค เอสซีจีใช้เครือข่ายธุรกิจในอาเซียนเป็นฐานสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการบริหารห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พัฒนาโรงงานอัจฉริยะระดับอาเซียน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยและอาเซียนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมสร้างมูลค่าทางธุรกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างลดคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน พลังงานชีวมวล และ Green Logistics เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น

 อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์สีเขียว คือการทำให้สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยยกตัวอย่างปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่มีคุณภาพเทียบเท่าปูนซีเมนต์ทั่วไป และกำหนดราคาใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เดิมตามแนวคิด Green Parity ส่งผลให้ยอดขายปูนซีเมนต์สีเขียวเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าเมื่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถแข่งขันได้ ผู้บริโภคก็พร้อมเลือกใช้มากขึ้น

 สำหรับการพัฒนาในระยะยาว อาเซียนยังมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานการเติบโตของพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ เอทานอล และเชื้อเพลิงหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยสร้างทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค หากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

ในด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย เอสซีจีเสนอให้ภาครัฐมีนโยบายด้านพลังงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า (National Grid) การสนับสนุนพลังงานชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายธรรมศักดิ์ย้ำว่า Carbon Neutrality ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ขณะที่อนาคตของภาคอุตสาหกรรมจะเป็นขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจ และสร้างคุณค่าควบคู่กับความยั่งยืน เพื่อเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

Carbon Neutrality ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว