

KEY
POINTS
เอสซีจี (SCG) ได้แสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนตํ่าผ่านแผนงาน “SCG 2050 Net Zero Roadmap” ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 แผนงานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายระยะยาว แต่มีการกำหนดหมุดหมายในระยะสั้นและระยะกลางที่ชัดเจน โดยเฉพาะเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 ลงให้ได้ 25% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563
หนึ่งในแผนงานขับเคลื่อนสำคัญในการขับเคลื่อน เอสซีจีได้นำหม้อเผา หน่วยที่ 6 ของโรงงานท่าหลวง ซึ่งเดิมได้ปิดตัวลงและหยุดการผลิตไปตั้งแต่ปี 2566 กลับมาปรับปรุงใหม่ (Retrofit) เพื่อผลิตดินเหนียวเผา และขนส่งไปบดผสม (Inter-grinding) ร่วมกับปูนเม็ดจากหม้อเผา KW-1 หินปูน และยิปซั่ม ที่โรงงานเขาวง เพื่อผลิตเป็นปูนซีเมนต์คาร์บอนตํ่าพิเศษประเภท Limestone Calcined Clay Cement หรือ LC3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลํ้าสมัยที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) รายงานว่า เอสซีจีได้แจ้งความประสงค์ในการขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย มาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER มายังอบก.เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิตในโครงการผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนตํ่าพิเศษ( LC3) โรงงานท่าหลวง เพื่อใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา (OPC) และปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกแบบผสม ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการขอขึ้นทะเบียน Premium T-VER
โครงการนี้ เอสซีจี จะใช้เงินลงทุนราว 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสายการผลิตเดิมของหม้อเผา TL-6 ของโรงงานท่าหลวง จังหวัดสระบุรี ประมาณ 328,300 ตันต่อปี มาเผาในอุณหภูมิ ประมาณ 700-800 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ตํ่ากว่าการผลิตปูนเม็ดที่ต้องใช้สูงถึง 1,400-1,500 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์( CO2) ที่เกิดขึ้นจากการเผาปูนเม็ด และยังช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการ และสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมาก
ทั้งนี้ ดินเหนียวเผา ที่ผลิตได้จะถูกจัดส่งไปยังโรงงานปูนซีเมนต์เขาวง เพื่อนำไปบดผสม (Inter-grinding) ร่วมกับปูนเม็ดจากหม้อเผา KW-1, หินปูน และยิปซั่ม ด้วยเครื่องบดปูนซีเมนต์เดิมที่มีประสิทธิภาพสูง จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ LC3 เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดก่อสร้างทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเอสซีจีตั้งป้าจะผลิตออกสู่ตลาดได้ภายในเดือนพฤศจิกายนปี 2570 ด้วยกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 2.01 ล้านตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการนี้ใช้เงินลงทุนที่สูง ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าการลงทุน เอสซีจี จึงต้องขอขึ้นทะเบียน Premium T-VER นำไปสู่การรับรองคาร์บอนเครดิตจาก อบก. เพื่อสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศตามข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส (Paris Agreement) จะทำให้อัตราผลตอบแทนภายในของโครงการสูงกว่าเกณฑ์ WACC และทำให้โครงการมีความคุ้มค่าทางการเงินในระยะยาว โดยเอสซีจีได้ตั้งเป้าหมายในการผลิตคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง จากโครงการนี้รวมทั้งสิ้นประมาณ 455,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตลอดระยะเวลาโครงการปี 2570-2573
สำหรับคาร์บอนเครดิตจากโครงการนี้ อยู่ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างไทยและประเทศในยุรป โดยจะถูกจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ โดย 10% ของปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด หรือประมาณ 45,550 ตัน จะถูกหักไว้ให้กับประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDC) ของไทยเอง ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 409,950 ตัน จะถูกถ่ายโอนและจำหน่ายให้แก่สพันธมิตรซึ่งเป็นผู้จัดซื้อหลัก
การดำเนินการในส่วนนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้กลับคืนสู่โครงการเพื่อชดเชยต้นทุนการลงทุนที่สูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านกระบวนการตรวจสอบและทวนสอบที่เข้มงวดโดยหน่วยงานอิสระ (VVB) และการกำกับดูแลจาก อบก. และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เพื่อป้องกันการ นับซํ้า (Double Counting) และรับรองความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง