
AMATA ดึง ‘รุ่งโรจน์’ อดีตซีอีโอ SCG นั่งที่ปรึกษา ลุยลงทุนหมื่นล้าน รับจีนย้ายฐาน
เปิดยุทธศาสตร์ AMATA ดึงอดีตแม่ทัพ SCG รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ลุยลงทุน 1 หมื่นล้าน วางเกมนิคมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับศึก FDI-จีนย้ายฐาน หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน
KEY
POINTS
- อมตะ (AMATA) แต่งตั้งนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส อดีตซีอีโอของ SCG เข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์
- เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสนับสนุนแผนการลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่และสาธารณูปโภคในไทย เวียดนาม และ สปป.ลาว
- มีเป้าหมายเพื่อรองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีน (China Plus One) และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ประกาศแต่งตั้งนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์
ทั้งนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านยุทธศาสตร์ขององค์กร สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของคณะกรรมการบริษัท และรองรับแผนการขยายธุรกิจของอมตะในระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อทิศทางการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
อดีตผู้บริหาร SCG
สำหรับนายรุ่งโรจน์นั้น เคยผ่านการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ในช่วงปี 2559-2566
และมีบทบาทในการขยายธุรกิจระดับภูมิภาค การบริหารองค์กรท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการผลักดันการดำเนินงานด้าน ESG และการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง
ประวัติการศึกษา
โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาเหมืองแร่ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จาก Harvard Business School ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมอุตสาหการจาก University of Texas at Arlington พร้อมประสบการณ์ด้านการบริหารอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) การบริหารในภาวะวิกฤต และการวางกลยุทธ์ระดับโลก
ประสบการณ์ทำงาน
นายรุ่งโรจน์ยังดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรหลายแห่ง ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ โดยมองว่าจะช่วยเสริมมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในระยะยาวด้วยยุทธศาสตร์การขยายการลงทุน ภายใต้กระแส China Plus One ที่ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังมีแนวโน้มการเติบโต
และมีเป้าหมายเข้าลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับแผนบริษัท ที่มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่ และสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก ครอบคลุม ประเทศไทย เวียดนาม และพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการลงทุนในระบบซัพพลายเชน ความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งจากผู้ประกอบการทั่วโลก ที่ต้องหาพื้นที่การผลิตเป้าหมายใหม่ เพื่อลดผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ และการหาพื้นที่การลงทุนที่มีศักยภาพด้านต้นทุน และแรงงานฝีมือ
ขณะเดียวกัน อมตะกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขยายธุรกิจและการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การแต่งตั้งบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์เข้ามาสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหาร จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น
พัฒนาเมืองอุตฯคู่โครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน และการขยายธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยยึดหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่
การเสริมบทบาทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน และการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในปัจจุบัน







