thansettakij
thansettakij
น้ำมันโลกเดือดรอบใหม่ เขย่ากองทุนฯ จับตารัฐแทรกแซงราคาต่อ

น้ำมันโลกเดือดรอบใหม่ เขย่ากองทุนฯ จับตารัฐแทรกแซงราคาต่อ

18 ก.ค. 69 | 03:07 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ค. 69 | 03:07 น.

สงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลกกลับมาพุ่ง ขณะที่การแทรกแซงราคาของรัฐกำลังสร้างภาระกองทุนน้ำมันฯ โรงกลั่น และปั๊มน้ำมัน พร้อมตั้งคำถามถึงความมั่นคงพลังงานไทยในระยะยาว

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • การแทรกแซงราคาของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก และกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
  • นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ประกอบการ ทั้งสถานีบริการน้ำมันและโรงกลั่นที่ต้องรับภาระขาดทุน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

น้ำมันโลกพุ่ง วิกฤตตะวันออกกลางปะทุอีกครั้ง

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลับมาความตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งนํ้ามันของอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งประกาศยกระดับสถานะของสหรัฐฯ เป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความปลอดภัยสูงถึง 20% จากเรือสินค้าของประเทศต่างๆ

อีกทั้ง กองทัพสหรัฐฯ ยังได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ทางทหารและจุดชนวนความหวั่นเกรงต่อภาวะอุปทานนํ้ามันหยุดชะงักในเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์ กลับมาทะยานเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 83.30-85.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคานํ้ามันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 78.14 - 79.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

รัฐลดราคาน้ำมัน แต่กองทุนน้ำมันฯ แบกหนี้เพิ่ม

จึงต้องมาติดตามต่อว่า ราคาขายปลีกนํ้ามันในประเทศจะมีการปรับตัวขึ้นมาน้อยเพียงใด จากที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขป้องกันการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ในการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น ลดราคานํ้ามันดีเซลลงทีนที 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา จากแรงกดดันของหลายภาคส่วน หลังราคานํ้ามันดิบเบรนท์หลุดลงมาที่ระดับ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ WTI ที่ระดับ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จนส่งผลให้ฐานะกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงต้องแบกรับในการอุดหนุนราคานํ้ามันหรือติดลบอยู่ในระดับ 58,428 ล้านบาท (ณ วันที่ 12 ก.ค. 2569 )

ทำให้มีการตั้งคำถามตามมาว่า การแทรกแซงของรัฐบาล เพื่อสร้างกระแสประชาชนนิยม เป็นการบิดเบือนกลไกการบริหารของกองทุนนํ้ามันฯ ที่มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของราคานํ้ามันหรือไม่ เพราะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนนํ้ามันฯ ในยามที่ราคานํ้ามันปรับตัวลดลง เพื่อนำไปชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้นได้ ในทางกลับกันกับต้องอุดหนุนราคานํ้ามันเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันนํ้ามันดีเซล ยังต้องชดเชยที่ 7.75 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ชดเชย 12.42 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน ได้เพิ่มการชดเชยนํ้ามันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 2.04 บาทต่อลิตร อี 20 ชดเชยที่ 5.90 บาทต่อลิตร จึงส่งผลให้ฐานะของกองทุนนํ้ามันฯ ติดลบเพิ่มมากขึ้น

ปั๊มน้ำมัน-โรงกลั่นรับภาระ ต้นทุนสะเทือนทั้งระบบ

การที่รัฐเข้ามาแทรกแซงราคานํ้ามันเต็มรูปแบบ ผ่านทั้งกลไกกองทุนนํ้ามันและอำนาจภายใต้ พ.ร.ก. แก้ไขป้องกันการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง ไม่เพียงสร้างภาระให้กับกองทุนนํ้ามันฯ เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อผู้ค้านํ้ามันหรือสถานีบริการนํ้ามัน ที่มีสต็อกนํ้ามันค้างอยู่ในปั๊มประมาณ 70,000 - 100,000 ลิตร ต้องขาดทุนทันทีจากการลดลงของมูลค่าสินค้าในมือ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.7- 2.5 แสนบาทต่อปั๊ม ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับจากการแทรกแซงของรัฐ

ล่าสุดก็มีความเคลื่อนไหวว่า ในเร็วๆ นี้ทางสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการนํ้ามันพลังไทย จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอความเห็นใจในการปรับขึ้นลงราคาขายปลีกนํ้ามันในแต่ละครั้ง ไม่ควรจะเกิน 1 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระขาดทุน

ยังไม่รวมถึงที่ก่อนหน้านี้กลุ่มโรงกลั่นนํ้ามัน ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อำนาจภายใต้ พ.ร.ก. ดังกล่าว กดราคา ณ โรงกลั่นให้ตํ่าลง ส่งผลให้โรงกลั่นเสียรายได้ไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท การดำเนินงานในระยะสั้นอาจดูเป็นผลดีเพื่อลดภาระให้กับประชาชน แต่ในระยะยาวหากโรงกลั่นขาดกำไรหรือไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจัดซื้อนํ้ามันดิบมากลั่น ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจะสั่นคลอน และสุดท้ายประชาชนอาจต้องซื้อนํ้ามันนำเข้าที่มีราคาสูงกว่าเดิม

ผู้ได้ประโยชน์วันนี้ อาจต้องจ่ายแพงกว่าในอนาคต

ทั้งนี้ การแทรกแซงของรัฐบาล เพื่อปรับลดราคานํ้ามัน แม้ประชาชนจะได้ได้รับประโยชน์จากราคานํ้ามันที่ถูกลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนเองก็ต้องรับความเสี่ยงในรูปแบบของภาระทางบัญชี เพราะเงินที่กองทุนนํ้ามันฯ นำมาอุดหนุนในวันนี้ ถือเป็นเงินที่เรียกเก็บจากผู้ใช้นํ้ามันเองในวันข้างหน้า อีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองและไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจในวงกว้าง

ดังนั้น ความเสี่ยงจากการแทรกแซงราคานํ้ามัน จึงไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายไปทั่วทั้งระบบ ตั้งแต่กองทุนนํ้ามันฯ ผู้ประกอบการปั๊มนํ้ามัน โรงกลั่น ไปจนถึงฐานะทางการคลังของประเทศและกระเป๋าเงินของประชาชนทุกคนในระยะยาว

จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์