

KEY
POINTS
สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลับมาความตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งนํ้ามันของอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งประกาศยกระดับสถานะของสหรัฐฯ เป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความปลอดภัยสูงถึง 20% จากเรือสินค้าของประเทศต่างๆ
อีกทั้ง กองทัพสหรัฐฯ ยังได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ทางทหารและจุดชนวนความหวั่นเกรงต่อภาวะอุปทานนํ้ามันหยุดชะงักในเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์ กลับมาทะยานเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 83.30-85.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคานํ้ามันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 78.14 - 79.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
จึงต้องมาติดตามต่อว่า ราคาขายปลีกนํ้ามันในประเทศจะมีการปรับตัวขึ้นมาน้อยเพียงใด จากที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขป้องกันการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ในการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น ลดราคานํ้ามันดีเซลลงทีนที 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา จากแรงกดดันของหลายภาคส่วน หลังราคานํ้ามันดิบเบรนท์หลุดลงมาที่ระดับ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ WTI ที่ระดับ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จนส่งผลให้ฐานะกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงต้องแบกรับในการอุดหนุนราคานํ้ามันหรือติดลบอยู่ในระดับ 58,428 ล้านบาท (ณ วันที่ 12 ก.ค. 2569 )
ทำให้มีการตั้งคำถามตามมาว่า การแทรกแซงของรัฐบาล เพื่อสร้างกระแสประชาชนนิยม เป็นการบิดเบือนกลไกการบริหารของกองทุนนํ้ามันฯ ที่มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของราคานํ้ามันหรือไม่ เพราะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนนํ้ามันฯ ในยามที่ราคานํ้ามันปรับตัวลดลง เพื่อนำไปชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้นได้ ในทางกลับกันกับต้องอุดหนุนราคานํ้ามันเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันนํ้ามันดีเซล ยังต้องชดเชยที่ 7.75 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ชดเชย 12.42 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน ได้เพิ่มการชดเชยนํ้ามันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 2.04 บาทต่อลิตร อี 20 ชดเชยที่ 5.90 บาทต่อลิตร จึงส่งผลให้ฐานะของกองทุนนํ้ามันฯ ติดลบเพิ่มมากขึ้น
การที่รัฐเข้ามาแทรกแซงราคานํ้ามันเต็มรูปแบบ ผ่านทั้งกลไกกองทุนนํ้ามันและอำนาจภายใต้ พ.ร.ก. แก้ไขป้องกันการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง ไม่เพียงสร้างภาระให้กับกองทุนนํ้ามันฯ เพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อผู้ค้านํ้ามันหรือสถานีบริการนํ้ามัน ที่มีสต็อกนํ้ามันค้างอยู่ในปั๊มประมาณ 70,000 - 100,000 ลิตร ต้องขาดทุนทันทีจากการลดลงของมูลค่าสินค้าในมือ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.7- 2.5 แสนบาทต่อปั๊ม ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับจากการแทรกแซงของรัฐ
ล่าสุดก็มีความเคลื่อนไหวว่า ในเร็วๆ นี้ทางสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการนํ้ามันพลังไทย จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอความเห็นใจในการปรับขึ้นลงราคาขายปลีกนํ้ามันในแต่ละครั้ง ไม่ควรจะเกิน 1 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระขาดทุน
ยังไม่รวมถึงที่ก่อนหน้านี้กลุ่มโรงกลั่นนํ้ามัน ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อำนาจภายใต้ พ.ร.ก. ดังกล่าว กดราคา ณ โรงกลั่นให้ตํ่าลง ส่งผลให้โรงกลั่นเสียรายได้ไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท การดำเนินงานในระยะสั้นอาจดูเป็นผลดีเพื่อลดภาระให้กับประชาชน แต่ในระยะยาวหากโรงกลั่นขาดกำไรหรือไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจัดซื้อนํ้ามันดิบมากลั่น ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจะสั่นคลอน และสุดท้ายประชาชนอาจต้องซื้อนํ้ามันนำเข้าที่มีราคาสูงกว่าเดิม
ทั้งนี้ การแทรกแซงของรัฐบาล เพื่อปรับลดราคานํ้ามัน แม้ประชาชนจะได้ได้รับประโยชน์จากราคานํ้ามันที่ถูกลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนเองก็ต้องรับความเสี่ยงในรูปแบบของภาระทางบัญชี เพราะเงินที่กองทุนนํ้ามันฯ นำมาอุดหนุนในวันนี้ ถือเป็นเงินที่เรียกเก็บจากผู้ใช้นํ้ามันเองในวันข้างหน้า อีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองและไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจในวงกว้าง
ดังนั้น ความเสี่ยงจากการแทรกแซงราคานํ้ามัน จึงไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายไปทั่วทั้งระบบ ตั้งแต่กองทุนนํ้ามันฯ ผู้ประกอบการปั๊มนํ้ามัน โรงกลั่น ไปจนถึงฐานะทางการคลังของประเทศและกระเป๋าเงินของประชาชนทุกคนในระยะยาว
จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง