

KEY
POINTS
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานกรรมการคณะทำงานพิจารณาแนวทางรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงาน และการปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน กล่าวในหัวข้อ “จากนโยบายสู่การปฏิบัติ แนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย” ภายในงาน "ROAD TO NET ZERO 2026 : Energy Transition เปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการทำงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการกำหนดเป้าหมายเชิงนโยบายเท่านั้น
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะยุติเมื่อใด แต่ต้องจับตาว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติเมื่อใด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุปทานและราคาพลังงานโลกในระยะต่อไป
นอกจากนี้ คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ของสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยพบเห็น และมีการหารือภายในกระทรวงพลังงานถึงแนวทางการจัดตั้งระบบสำรองพลังงานของประเทศไทย เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต
นายภาณุรัช กล่าวว่า หลายประเทศรวมถึงอินโดนีเซียเคยประกาศเป้าหมาย Net Zero เช่นเดียวกับประเทศไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10-15 ปี กลับไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน
มองว่าการประกาศว่าจะส่งเสริมพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าการสนับสนุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างไร มีเครื่องมืออะไร และต้องใช้งบประมาณหรือมาตรการแบบใดจึงจะบรรลุผล “นโยบายต้องแปลงเป็นตัวเลขและแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นเป้าหมายจะเป็นเพียงคำประกาศ”
การใช้ทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ โดยยืนยันว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มเติม และบางพื้นที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนสำรวจใหม่ อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญอยู่ที่โครงสร้างราคาที่ไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่เร่งเพิ่มกำลังการผลิต
โดยตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน หรือ Working in Silos เนื่องจากแทนที่จะเพิ่มการผลิตก๊าซในประเทศที่มีต้นทุนราว 8 เหรียญสหรัฐต่อหน่วย กลับเลือกนำเข้า LNG ซึ่งมีต้นทุนสูงถึง 15-25 เหรียญสหรัฐต่อหน่วย เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นก๊าซประเภท Wet Gas ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตก๊าซหุงต้มได้ด้วย จึงสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า
นายภาณุรัช ระบุว่า มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการนำก๊าซในประเทศกลับมาใช้เพิ่มขึ้นภายใน 1-2 ปี เพื่อช่วยลดภาระการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
การวางนโยบายพลังงานต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความสะอาด ราคา และความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีต้นทุนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้าน Load Factor หรือความสามารถในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน และมีค่า Load Factor เฉลี่ยประมาณ 17%
ดังนั้นหากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากโดยไม่มีระบบกักเก็บพลังงานรองรับ จะส่งผลให้เกิดภาระด้านระบบสายส่งและค่าใช้จ่ายในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ปรากฏการณ์ Duck Curve หรือกราฟรูปเป็ด ซึ่งเกิดจากการที่โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าจำนวนมากในช่วงกลางวัน แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับเพิ่มสูงในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตก
เสนอว่าประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากระบบเขื่อนสูบกลับ (Pumped Storage) ที่มีอยู่แล้ว โดยนำไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์มาใช้สูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ และปล่อยลงมาปั่นไฟในช่วงค่ำ
แนวทางดังกล่าวสามารถรองรับกำลังการผลิตได้ระดับหลายพันถึงหมื่นเมกะวัตต์ และเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการพึ่งพาแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
นายภาณุรัช มองว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดอื่น ๆ อีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานชีวมวล (Biomass) รวมถึงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR)
พร้อมเสนอให้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนการเผาถ่านหิน โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพดและเศษวัสดุจากอ้อย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเผาในที่โล่งและปัญหาฝุ่น PM2.5 ไปพร้อมกัน
ในมุมมองด้านนโยบาย นายภาณุรัชเห็นว่า รัฐไม่ควรใช้การอุดหนุนระยะยาว แต่ควรใช้กลไกด้านภาษีเพื่อจูงใจการลงทุนในช่วงเริ่มต้น
ตัวอย่างเช่น การให้ Tax Rebate หรือการคืนภาษีในช่วงแรกของโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อโครงการเติบโตจนถึงระดับที่กำหนดและสามารถแข่งขันได้แล้ว ก็ควรยุติการสนับสนุนและปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน
“หน้าที่ของรัฐคือกำหนดกติกาและเปิดให้ทุกเทคโนโลยีแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ใครทำได้มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำที่สุดก็ควรได้รับโอกาส”
นายภาณุรัชกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 30,000-40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
หากสามารถเปลี่ยนผ่านภาคขนส่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า การใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ หรือพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ได้มากขึ้น จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน และลดการไหลออกของเม็ดเงินสู่ต่างประเทศได้กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
“เป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่พลังงานสะอาด แต่ต้องเป็นพลังงานสะอาดที่มีราคาถูกและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้ด้วย”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง