thansettakij
thansettakij
'ภาณุรัช' แนะ 3 พลังงานทางเลือก ทางรอดแก้วิกฤตพลังงานไทย

'ภาณุรัช' แนะ 3 พลังงานทางเลือก ทางรอดแก้วิกฤตพลังงานไทย

18 พ.ค. 69 | 09:10 น.
อัปเดตล่าสุด :18 พ.ค. 69 | 09:53 น.

'ภาณุรัช' ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน แนะรัฐบาลเลิกมองแค่โซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟได้เพียง 4-10 ชั่วโมง/วัน เสนอทางเลือกใหม่ 3 พลังงานสะอาด 'ใต้พิภพ-นิวเคลียร์-ชีวมวล' ขึ้นเป็นระบบไฟฐานหลักของประเทศ

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานจากใต้ดิน เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ และควรเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทยและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อพึ่งพาตนเองและลดการนำเข้า
  • พลังงานความร้อนใต้พิภพและนิวเคลียร์ (SMR) เป็นทางเลือกพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับเป็นระบบไฟฟ้าพื้นฐานที่มั่นคง ต่างจากโซลาร์เซลล์ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
  • เสนอให้นำเงินกู้ 2 แสนล้านบาทมาใช้สนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาดเทคโนโลยีใหม่ เช่น นิวเคลียร์หรือความร้อนใต้พิภพ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิง LNG ในระยะยาว

จากการเสวนา The Big Issue Energy Crisis New Solution ทางออกวิกฤติพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" โดยมีภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็น รวมถึงการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านในส่วนที่สองวงเงิน 2 แสนล้านบาทเรื่องของการประหยัดพลังงาน 

นายภาณุรัช ดำรงไทยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานจากใต้ดินหลากหลายรูปแบบซึ่งเป็นโอกาสที่ควรนำมาใช้พัฒนาประเทศ จากข้อมูลการเปรียบเทียบต้นทุนความต้องการพลังงานหรือ LCOE พบว่าพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ (Solar PV) และโซลาร์ยูทิลิตี้ (Solar Utility) มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 30-70 แม้จะมีราคาถูกแต่มีข้อจำกัดด้านเวลาการผลิตที่ทำได้เพียงประมาณ 4 - 10 ชั่วโมง/วันเท่านั้น ในขณะที่พลังงานความร้อนใต้พิภพรูปแบบใหม่มีต้นทุนที่น่าสนใจโดยอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 100 และเป็นเทคโนโลยีที่ควรนำกลับมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยอย่างยิ่ง

สร้างระบบไฟพื้นฐานใหม่จากพลังงานสะอาด

สำหรับการสร้างระบบไฟพื้นฐานใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาดนั้น มีทางเลือกหลัก 3 ประเภท คือ 1. พลังงานความร้อนใต้พิภพซึ่งสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง 2. พลังงานนิวเคลียร์ ทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) หรือรูปแบบอื่นซึ่งสามารถเดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมงเช่นกัน และ 3. พลังงานจากชีวมวล หากมีวัสดุเหลือใช้หรือขยะเพียงพอในการผลิตไอน้ำซึ่งระบบไฟพื้นฐานที่เสถียรและราคาถูกมีความจำเป็นอย่างมากต่อธุรกิจเฉพาะทาง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หากจะใช้โซลาร์เซลล์มาทำเป็นไฟพื้นฐานจะต้องมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าและต้องมีระบบกักเก็บพลังงานอีก 20 ชั่วโมงซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นทันที

ในส่วนของทรัพยากรก๊าซธรรมชาติการสำรวจในพื้นที่ทะเลอันดามันยังอยู่ในขั้นตอนที่ห่างไกลจากการพิสูจน์ปริมาณสำรองและการลงทุนในน้ำลึกมีต้นทุนที่สูงรวมถึงมีความเสี่ยงมาก ดังนั้น ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณก๊าซจากแหล่งในอ่าวไทยที่มีอยู่เดิม เช่น แหล่งเอราวัณ สตูล ปลาทอง ฟูนาน จักรวาล และโกมิน ซึ่งการปรับเปลี่ยนกระบวนการเพียงเล็กน้อยจะสามารถเก็บก๊าซบางส่วนที่ยังไม่ได้เจาะออกมาได้

นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการขุดเจาะหินดินดานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งหากสามารถเพิ่มการผลิตในประเทศและลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะช่วยให้ต้นทุนไฟฟ้าและต้นทุนอื่น ๆ ของประเทศถูกลงในระยะยาว

พึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศให้มากขึ้น

ด้านสถานการณ์น้ำมันโลก เชื่อว่า ปริมาณน้ำมันสำรองมีอยู่เป็นจำนวนมากแต่อยู่ที่เจตนาในการควบคุมปริมาณการผลิตโดยคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีข้างหน้าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐบวกหรือลบ ดังนั้น ความมั่นคงและยั่งยืนของประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับการพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศ การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว จะต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรในประเทศเป็นอันดับแรกและต้องเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้โดยการดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนา รวมถึงต้องพิจารณาสัดส่วนไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการลดลงของการใช้น้ำมันอย่างยั่งยืน

"ในช่วงเปลี่ยนถ่าย สิ่งที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศไทยที่สุดก็คืออะไรก็ตามที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ต่างประเทศ ซึ่งสิ่งที่จะฝากไว้ประกอบไปด้วย1. การวางแผน PDP ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวของประเทศไทย มองในประเทศก่อน ประการต่อมา 2. ถ้าเรายังขาดองค์ความรู้ไม่เป็นไร เราช่วยกันพัฒนาความรู้ได้ ถึงแม้จะยากก็ขอให้เข้าใจ และ 3.อย่างมองแต่ไฟฟ้า ให้มองว่าแล้วไฟฟ้าที่ต้องเพิ่มขึ้นในการที่สัดส่วนของน้ำมันลดลงต้องเอามาจากไหนให้ยั่งยืนระยะยาว"ภาณุรัช กล่าว

สำหรับแนวทางการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาทนั้น ควรนำมาใช้สนับสนุนในรูปแบบเงินกู้หรือการอุดหนุน (Subsidy)สำหรับการลงทุนในพลังงานทดแทนเนื่องจากเทคโนโลยีอย่างนิวเคลียร์หรือความร้อนใต้พิภพมีต้นทุนการลงทุนที่สูงมากแม้จะแทบไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ต่างจากการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนก่อสร้างถูกแต่ต้องภาระค่าก๊าซ LNG ไปให้ประชาชนเป็นผู้จ่าย

รัฐบาลควรนำเงินส่วนนี้ไปส่งเสริมและสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนและการลงทุนในพลังงานสะอาดเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะหากใช้อัตราค่าไฟฟ้าปกติ (Tariff) นักลงทุนจะไม่สามารถดำเนินการได้ ดังตัวอย่าง ในรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลให้เงินคืน (Rebate) 30% ในช่วงแรกจนส่งผลให้เกิดการผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพได้ถึง 1,000 เมกะวัตต์ และมีบริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft (ผ่าน Breakthrough Energy) เข้ามาซื้อพลังงาน ทั้งนี้ การส่งเสริมการลงทุนต้องระมัดระวังไม่ให้มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เช่น โครงการโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรที่อาจกลายเป็นฟาร์มไฟฟ้าผิดประเภทในภายหลัง