

KEY
POINTS
ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในงานสัมมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ภายใต้หัวข้อ “โซลาเซลล์-แบตเตอรี่โอกาสเศรษฐกิจใหม่” เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยว่า ปัจจุบัน Net Zero ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นพันธสัญญาการค้าโลกและเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 36% ซึ่งจำเป็นต้อง “Reinvent” หรือยกเครื่องใหม่ทั้งหมด
ดร. ณัฐภรณ์ ระบุว่าแม้ไทยจะมี “โซลาเซลล์” เป็นเครื่องมือหลักในการผลิตพลังงานสะอาดซึ่งเติบโตก้าวกระโดดจาก 2.5 เมกะวัตต์ในปี 2545 สู่กว่า 5,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน แต่ไทยกำลังเผชิญกับ “ภูเขาขยะโซลา” และ “สึนามิแบตเตอรี่” ที่จะตามมาในอีก 8-10 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่มีแผนจัดการซากที่ชัดเจน จะเกิดค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%
“ปัจจุบันการกำจัดซากตามไกด์ไลน์ของรัฐยังมีเพียงการฝังกลบ เผา หรือส่งออก ซึ่งหากทำเช่นนั้นจะทำให้ Carbon Footprint ของโซลาเซลล์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากที่เคยคิดว่าสะอาดตอนใช้ จะกลายเป็นไม่สะอาดและไม่ยั่งยืนในตอนจบ”
'Urban Mining ขุมทรัพย์แร่ธาตุหมื่นล้าน'
อย่างไรก็ตาม TDRI เสนอให้มองซากขยะเหล่านี้เป็น “ทรัพยากร” ผ่านหลักการ Urban Mining (เหมืองในเมือง) และ Circular Economy โดยในแผงโซลาเซลล์ประกอบด้วยแร่เงิน ทองแดง ซิลิกอน และกระจกคุณภาพสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2583 มูลค่าแร่ธาตุจากซากโซลาเซลล์ในไทยจะมีมูลค่าตั้งแต่ 281 ล้านบาทไปจนถึงระดับหลายพันล้านบาท
ขณะที่แบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากสัดส่วน 1.5% ในปี 2563 มาเป็นเกือบ 16% ในปัจจุบัน สามารถนำมา “Repurpose” หรือปรับใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Stationary Storage) สำหรับภาคการเกษตรหรือครัวเรือนได้ ก่อนจะนำไปรีไซเคิลเพื่อสกัดวัตถุดิบต้นน้ำกลับมาใช้ใหม่
ดร. ณัฐภรณ์ เสนอแนะว่ารัฐบาลต้องเร่งเติมเต็มระบบนิเวศน์ตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” โดยเฉพาะการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย เช่น พ.ร.บ. ค้าของเก่า พ.ศ. 2474 ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจรีไซเคิลสมัยใหม่ รวมถึงต้องจัดทำฐานข้อมูล (Registry) ของแผงโซลาและแบตเตอรี่ที่ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการโหลดยกกำลังผลิตและการจัดการซาก
“ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง การรีไซเคิลของเอเชียได้ ด้วยต้นทุนพลังงาน พื้นที่ และแรงงานที่แข่งขันได้ หากเรามีกฎหมายที่ชัดเจนเรื่องความรับผิดชอบของผู้ผลิต นักลงทุนจะเกิดความมั่นใจ และนี่จะเป็น New Growth Engine ใหม่ที่ช่วยรักษาฐานเศรษฐกิจเดิมอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ให้ถูก Disrupt และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างสง่างามโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ดร. ณัฐภรณ์ กล่าวทิ้]]งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง