

KEY
POINTS
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวในหัวข้อ "พลังงานสะอาดกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย" ในงาน ROAD To NET ZERO 2026 "Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" ที่จัดขึ้นโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ประเทศไทยมียอดการลงทุนสะสมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558–2568) สูงถึง 8 ล้านล้านบาท
ซึ่งโครงสร้างการลงทุนได้เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปและปิโตรเคมีในอดีต เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) อย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ประกอบด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค การมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง นโยบายส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รวมถึงแรงงานที่มีทักษะและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนศักยภาพในการส่งเสริมพลังงานสะอาด
โดยเฉพาะการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) เซมิคอนดักเตอร์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย
ในปัจจุบัน พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกฐานการลงทุนของธุรกิจระดับโลก ประเทศที่มีแหล่งพลังงานสะอาดเพียงพอจะมีเปรียบในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เนื่องจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และข้อกำหนด Net Zero ขององค์กรสากล
นอกจากนี้ มาตรฐาน Science Based Targets (SBTi) เวอร์ชัน 2 ได้เพิ่มความเข้มข้นโดยไม่อนุญาตให้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตในช่วงเวลาอื่น (Off-peak) มาทดแทนการใช้ไฟฟ้าในเวลาปกติได้อีกต่อไป ทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดมีความจำเป็นเร่งด่วนยิ่งขึ้น
ความกดดันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Apple และ Uniqlo ได้ประกาศนโยบายชัดเจนว่าภายในปี พ.ศ. 2573 หากซัพพลายเออร์รายใดไม่มีการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตจะถูกตัดออกจากระบบคู่ค้าทันที
หากอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอ จะส่งผลให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและไม่สามารถอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกได้อีกต่อไป
สำหรับข้อจำกัดด้านพลังงานในปัจจุบัน แม้จะมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างแพร่หลายแต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของโรงงานอุตสาหกรรม
ขณะที่นโยบาย Utility Green Tariff (UGT) ยังมีบางรูปแบบที่ไม่ระบุแหล่งที่มาของพลังงานซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม พบว่า เวียดนามมีความคืบหน้าด้านกฎระเบียบมากกว่าไทย โดยได้เปิดใช้ระบบ Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) และ Virtual PPA ไปแล้ว
แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปลดล็อกกฎระเบียบด้านพลังงานสะอาด (Unlock Clean Energy Regulation) โดยเฉพาะการเปิดกว้างสำหรับ Direct PPA และการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าของบุคคลที่สาม (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนและข้อจำกัดในระบบ Enhanced Single Buyer Model
ส่วนในระยะยาว เทคโนโลยีอย่างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไฮโดรเจน และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะ SMR ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นและใช้พื้นที่ความปลอดภัยน้อยลง ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากภาคประชาชน
หากไทยสามารถเร่งพัฒนากฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดได้ทันท่วงที จะเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าโอกาสและเป็นผู้ชนะในการแข่งขันดึงดูดการลงทุนยุคใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง