thansettakij
thansettakij
สิงคโปร์ขึ้นภาษีคาร์บอน จีนเร่ง ETS รับแรงกดดันการค้าโลก

สิงคโปร์ขึ้นภาษีคาร์บอน จีนเร่ง ETS รับแรงกดดันการค้าโลก

20 มิ.ย. 69 | 04:05 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มิ.ย. 69 | 04:20 น.

สิงคโปร์ขึ้นภาษีคาร์บอนสู่ 45 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน ผลักดันโครงการดักจับ-กักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน ขณะที่จีนเร่งขยายระบบซื้อขายสิทธิ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) สู่ภาคอุตสาหกรรมหนัก รับมือแรงกดดันจาก CBAM

KEY

POINTS

  • สิงคโปร์ปรับขึ้นอัตราภาษีคาร์บอนเป็น 45 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน และตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 50-80 ดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปี 2030
  • จีนขยายระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งเป็นตลาดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมหนัก
  • การยกระดับมาตรการของทั้งสองประเทศมีขึ้นเพื่อรับมือแรงกดดันทางการค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป

สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่มีระบบราคาคาร์บอนและมาตรการควบคุมทางการเงินสีเขียวที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้พระราชบัญญัติการกำหนดราคาคาร์บอนของสิงคโปร์ (Carbon Pricing Act: CPA)

ในเดือนมิถุนายน 2569 อัตราภาษีคาร์บอนได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ในปีก่อนหน้า สู่ระดับ 45 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน โดยมีผลบังคับใช้กับโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และโรงกำจัดขยะประมาณ 50 แห่ง ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงตั้งแต่ 25,000 ตันคาร์บอนต่อปีขึ้นไป

รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งเป้าปรับเพิ่มอัตราภาษีคาร์บอนต่อเนื่องสู่ระดับ 50-80 ดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปี 2030 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

มาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพื่อลดผลกระทบด้านการแข่งขัน

เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดสรรโควตาช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมแก่โรงงานในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ผ่านมาตรการ Transition Allowances

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้ภาระภาษีคาร์บอนยังสามารถใช้คาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศคุณภาพสูง (International Carbon Credits: ICCs) เพื่อชดเชยภาระภาษีได้ไม่เกิน 5% ของปริมาณการปล่อยก๊าซจริง

อย่างไรก็ตาม จากภาวะอุปทานตึงตัวของคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงในตลาด รัฐบาลได้ออกมาตรการผ่อนปรนชั่วคราว หรือ Rollover Framework โดยอนุญาตให้บางสถานประกอบการสามารถนำเครดิตสะสมมาชดเชยภาษีได้สูงสุด 10% ของปริมาณการปล่อยก๊าซในปี 2025 และนำมาไถ่ถอนจริงภายในรอบปี 2026 เป็นกรณีพิเศษ

ผลักดันโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน

นอกเหนือจากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน สิงคโปร์ยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ในระดับภูมิภาค

รัฐบาลได้มอบหมายให้กลุ่มอุตสาหกรรม S-Hub Consortium ซึ่งประกอบด้วยบริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และเชลล์ (Shell) จัดทำแผนพัฒนาโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 2 ล้านตันคาร์บอนต่อปีภายในปี 2030

โครงการดังกล่าวจะอาศัยความร่วมมือในการขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปกักเก็บในชั้นหินทางธรณีวิทยาที่เหมาะสมในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

จีนขยายระบบซื้อขายสิทธิ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่สิงคโปร์ใช้กลไกภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือหลัก สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังขยายบทบาทของระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ (China National ETS)

ปัจจุบันระบบดังกล่าวกำลังเติบโตขึ้นเป็นตลาดคาร์บอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในแง่ปริมาณการปล่อยก๊าซที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

ในปีที่ผ่านมา ราคาโควตาปล่อยคาร์บอนในตลาดรองของจีนอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 70.78 หยวน หรือประมาณ 9.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน เพิ่มขึ้นจากระดับเริ่มต้นของโครงการนำร่องที่ประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ขยายการควบคุมสู่ภาคอุตสาหกรรมหนัก

โครงสร้างการจัดสรรโควตาของจีนกำหนดตามเพดานการปล่อยก๊าซของภาคการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และกำลังขยายขอบเขตไปสู่ภาคอุตสาหกรรมหนัก

การขยายระบบดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM)

ผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ของจีนได้เพิ่มการลงทุนหลายพันล้านหยวนในการปรับปรุงระบบตรวจวัดการปล่อยคาร์บอนรายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

เป้าหมายสำคัญคือการรักษาความสามารถในการเข้าถึงตลาดยุโรป และรักษาความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของจีนภายใต้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น

ราคาคาร์บอนกลายเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ

ทั้งสิงคโปร์และจีนกำลังใช้กลไกราคาคาร์บอนในรูปแบบที่แตกต่างกันเพื่อขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสิงคโปร์เน้นการจัดเก็บภาษีคาร์บอนควบคู่กับการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ขณะที่จีนใช้ระบบซื้อขายสิทธิ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับภาคพลังงานและอุตสาหกรรม

การยกระดับมาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของราคาคาร์บอนในการกำหนดทิศทางการลงทุน การผลิต และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียและตลาดโลก