
สรรพสามิตปูทางภาษีคาร์บอน ยกเครื่องบริหารภาษีน้ำมันสู่ดิจิทัล
สรรพสามิต ผนึก 18 บริษัท ยกเครื่องบริหารภาษีน้ำมันจากกระดาษสู่ดิจิทัล ทดลองใช้ครั้งแรก 20 มี.ค.นี้ เพิ่มประสิทธิภาพคืนภาษี-ปูทางเก็บภาษีคาร์บอน
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันยังคงพึ่งพาระบบเดิมที่ใช้กระดาษและการกรอกข้อมูลด้วยมือ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนมากทั้งในส่วนของกรมสรรพสามิตและโรงอุตสาหกรรม ข้อมูลที่บันทึกลงในกระดาษมีปริมาณมหาศาลและมักเกิดความล่าช้าหรือข้อผิดพลาดในการกรอกข้อมูล
ทั้งนี้ ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิตจึงดำเนินโครงการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ข้อมูลดิจิทัล โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้าและจ่ายออกจากโรงอุตสาหกรรม ระหว่างกรมสรรพสามิต กับกลุ่มบริษัทน้ำมัน กลุ่มผู้ให้บริการขนส่งน้ำมัน และผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานรวมกว่า 17-18 ราย
ดีเดย์ทดลองระบบ 20 มี.ค. นี้
สำหรับกรอบระยะเวลาในการดำเนินงาน ระบบใหม่จะเริ่มทดลองใช้งานในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงสุด หลังจากนั้นมีแผนที่จะเริ่มรันระบบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่กลางปี 2569 เป็นต้นไป
วางฐานรากรองรับภาษีคาร์บอน
สำหรับการเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลไม่ใช่เพียงเพื่อความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดสัดส่วน "ภาษีคาร์บอน" (Carbon Tax) ต่อราคาน้ำมันให้มีความแม่นยำสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM
“หากในอนาคต หากมีการประกาศใช้กฎหมายที่ให้อำนาจกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีคาร์บอนได้อย่างเต็มตัว เช่น หมวดภาษีคาร์บอนในร่าง พ.ร.บ. ที่เคยผ่านมติ ครม. ฐานข้อมูลดิจิทัลนี้จะถูกนำมาใช้ทันที เพื่อเป็นเอกสารอ้างอิงที่สากลยอมรับ และระบบใหม่นี้จะให้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม มีการวิเคราะห์อย่างมืออาชีพ และทำงานแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดจากการใช้คนรวมข้อมูลแบบเดิม”
เพิ่มประสิทธิภาพการคืนภาษี ลดภาระเอกชน
นายพรชัย กล่าวว่า ในแง่ของการบริหารรายได้ ระบบดิจิทัลจะเข้ามาช่วยเร่งกระบวนการคืนภาษีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์สรรพสามิตเป็นส่วนประกอบ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการคืนภาษีไม่เกิน 5% ของรายได้ภาษีน้ำมันสรรพสามิตทั้งหมด
ทั้งนี้ ในระยะยาว กรมฯ มีเป้าหมายจะพัฒนาไปสู่การคำนวณตัวเลขภาษีสุทธิ ณ ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดภาระขั้นตอนการขอคืนภาษีให้กับภาคเอกชนได้อย่างยั่งยืน
ส่วนภาพรวมรายได้ภาษีน้ำมันนั้น ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงนักเนื่องจากมีอุปทานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จากการปรับเพิ่มการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันขึ้น 1 บาทต่อลิตรในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กรมฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2,700 - 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
สำหรับกรณีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา จากข้อมูลเบื้องต้นในช่วงครึ่งเดือนแรกยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของยอดขายหรือการจัดเก็บภาษีที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการเร่งซื้อรถยนต์ไปเป็นจำนวนมากแล้วในช่วงเดือนธันวาคมก่อนการปรับขึ้นภาษี ซึ่งกรมฯ จะต้องติดตามดูผลกระทบที่ชัดเจนอีกครั้งในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า

