thansettakij
thansettakij
เส้นตาย 12 พ.ค. 69 ชี้ชะตากฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ เสี่ยงสะดุดหากไม่เดินหน้าต่อ

เส้นตาย 12 พ.ค. 69 ชี้ชะตากฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ เสี่ยงสะดุดหากไม่เดินหน้าต่อ

08 พ.ค. 69 | 05:46 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 05:51 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ “เส้นตาย 12 พ.ค. 2569” เป็นจุดชี้ขาดร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญ 2 ฉบับ หลังยุบสภาหากไม่เร่งเดินหน้าภายใน 60 วัน เสี่ยงตกไปและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ท่ามกลางผลกระทบต่อการจัดการมลพิษและประโยชน์ด้านคุณภาพอากาศของประชาชน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลต้องตัดสินใจภายในวันที่ 12 พ.ค. 69 ว่าจะผลักดันร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญ 2 ฉบับที่ค้างการพิจารณาต่อหรือไม่
  • กฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวคือ ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ. การรายงานการปล่อยมลพิษ (PRTR)
  • หากไม่ดำเนินการต่อภายในกำหนด ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจะตกไปและต้องเริ่มกระบวนการร่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหามลพิษล่าช้าออกไป

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุถึง เส้นตายชี้ชะตาของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญของไทย ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยชี้ว่า หากรัฐบาลไม่ยืนยันให้เดินหน้าต่อ ร่างกฎหมายอาจสะดุดและต้องเสียเวลาเริ่มใหม่

สาระสำคัญของเส้นตายดังกล่าวอยู่ที่กระบวนการทางนิติบัญญัติ ภายหลังการยุบสภา ร่างกฎหมายที่ยังค้างการพิจารณาจะตกไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะร้องขอให้มีการพิจารณาต่อภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมสภาครั้งแรก

ในจำนวนร่างกฎหมายที่อยู่ในข่ายนี้ มี 2 ฉบับด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องจับตา ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air) ซึ่งมีสถานะล่าสุด ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2568 อยู่ระหว่างเตรียมพิจารณาต่อในที่ประชุมสภา โดยมีสาระสำคัญคือการรับรองสิทธิในอากาศสะอาด การกำหนดมาตรการปรับและช่วยเหลือผ่านกองทุนอากาศสะอาด รวมถึงการกำหนดเขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษ

อีกฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ซึ่งมีสถานะล่าสุด ณ วันที่ 5 กันยายน 2568 อยู่ระหว่างเตรียมพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีสาระสำคัญในการบังคับให้มีการรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษ การจัดทำฐานข้อมูลสาธารณะ และการติดตามมลพิษและสารเคมีจากภาคอุตสาหกรรม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ประเด็นที่ต้องจับตาอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ไปต่อ โดยหากเดินหน้าต่อ ร่างกฎหมายจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนบังคับใช้กฎหมายตามปกติ ซึ่งจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมหรือกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษให้ต้องรับภาระด้านต้นทุนในการจัดการและรายงานมลพิษ

ขณะเดียวกันประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการลดปัญหา PM2.5 และอาจช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว

ในทางกลับกัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนด หรือไม่มีการเดินหน้าต่อ จะมีความเสี่ยงที่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหามลพิษล่าช้า และสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ยังต้องให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการพิจารณาเฉพาะกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ จากร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างการพิจารณาทั้งหมด 31 ฉบับ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย