

KEY
POINTS
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานและแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ว่า ปตท.สผ. ได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับพอร์ตโฟลิโอของบริษัทท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและวิกฤตการณ์พลังงานที่เกิดขึ้น
ในแผนงาน 5 ปีนี้ บริษัทได้จัดสรรงบประมาณลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 33,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท อัตราแลกเปลี่ยน 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขับเคลื่อน 3 เสาหลักที่สำคัญ ประกอบด้วย การสร้างมูลค่า (Drive Value) ที่ได้จัดสรรงบไว้สูงถึง 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยและขับเคลื่อนการเติบโตในระดับสากล ผ่านการรักษาและเพิ่มปริมาณการผลิตในโครงการปัจจุบันให้ได้สูงสุด
รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใหม่ๆ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่บริษัทมีความชำนาญ ซึ่งแผนงานนี้จะครอบคลุมทั้งงบลงทุน (CAPEX) จำนวน 20,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และงบรายจ่ายดำเนินงาน (OPEX) อีก 12,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมของปริมาณการขาย (Sales CAGR) ที่ 3-4 % ในช่วง 5 ปีข้างหน้า คาดว่าปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 632,000 บาร์เรลเทียบเท่านํ้ามันดิบต่อวัน (KBOED) ในปี 2572 ก่อนจะรักษาระดับฐานการผลิตไว้ที่ประมาณ 625,000 KBOED ในปี 2573 ซึ่งการเติบโตนี้จะมาจากโครงการสำคัญในอ่าวไทย เช่น โครงการจี 1/61 (เอราวัณ) ที่บริษัทมุ่งมั่นรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติให้ได้ตามสัญญาที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมถึงโครงการจี 2/61 (บงกช) และโครงการอาทิตย์ ที่มีการผลิตเกินกว่าแผนงานเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการในพื้นที่ยุทธศาสตร์สากล เช่น โครงการ Lang Lebah ในมาเลเซียที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงงานวิศวกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลตอบแทน โครงการ Sirung-Chenda ที่ผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) แล้วและตั้งเป้าเริ่มการผลิตในปี 2571 รวมถึงการขยายตัวในตะวันออกกลางผ่านโครงการ Ghasha Concession ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการในประเทศโอมานและแอลจีเรีย
ขณะที่การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonize) ปตท.สผ. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,250 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินกิจกรรมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่เป้าหมายความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยมีโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่โครงการอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องนอกชายฝั่งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี ก่อนเริ่มกระบวนการอัดกลับคาร์บอนในปี 2571 ด้วยศักยภาพการกักเก็บสูงสุดถึง 1 ล้านตันต่อปี ใช้งบลงทุนราว 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พร้อมทั้งจัดทำกรอบการบัญชีคาร์บอน ที่มีความแม่นยำตามมาตรฐานสากล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลง 30% ภายในปี 2573 และ 50%ภายในปี 2583 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ก่อนจะไปถึง Net Zero ในปี 2593
ส่วนการขยายธุรกิจให้หลากหลาย หรือ Diversify ปตท.สผ. ได้กันงบประมาณไว้ 328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,660 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนตํ่า (Net-Zero Business) โดยมุ่งเน้น ได้แก่ ได้แก่ ธุรกิจพลังงานลมนอกชายฝั่ง ซึ่งบริษัทประสบความสำเร็จในการเข้าถือหุ้น 25.5% ในโครงการ Seagreen ในสกอตแลนด์ เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS as a Service – Thailand Eastern CCS Hub) ร่วมกับกลุ่ม ปตท. เพื่อศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการบริหารจัดการคาร์บอนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีแผนงานชัดเจนที่จะเริ่มการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน ภายในปี 2569 นี้ เพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์รองรับการพัฒนาโครงการ ที่ช่วยสนับสนุนการบรรลุ Net Zero ของประเทศ
ธุรกิจ AI & Robotic Venture (ARV) ที่ได้ปรับทิศทางของบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (ARV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ให้มุ่งเน้นการสนับสนุนธุรกิจหลักอย่าง E&P ผ่านเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ขั้นสูง เช่น ยานยนต์ใต้นํ้าอัตโนมัติ (XPLORER) และหุ่นยนต์ซ่อมแซมท่อใต้ทะเล (NAUTILUS) รวมถึงการพัฒนาโซลูชันด้านคาร์บอนเครดิตผ่านทางธรรมชาติโดยบริษัท VARUNA ที่ใช้โดรนและดาวเทียมในการฟื้นฟูป่าไม้และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวผ่าน Smart Forest Platform
รวมถึงการลงทุนในธุรกิจและเทคโนโลยีผ่านบริษัท เอ็กซ์พลอร์ เวนเจอร์ส จำกัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital หรือ CVC เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีที่จะเป็นแหล่งพลังงานแห่งอนาคต เทคโนโลยีลดคาร์บอน และเทคโนโลยีที่ใช้ต่อยอดการดำเนินธุรกิจสำรวจและ ผลิตปิโตรเลียม (E&P Deep Tech) ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนในธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานฟิวชัน เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กรูปแบบใหม่ (SMR) เทคโนโลยีสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บริเวณจุดปล่อยก๊าซฯ และเทคโนโลยี พลังงานความร้อนใต้พิภพรูปแบบใหม่ โดยการลงทุนเหล่านี้เพื่อสร้างความร่วมมือในการศึกษาแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของ ปตท.สผ. อย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง