

KEY
POINTS
การจัดทำร่างแผนร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ฉบับใหม่ โดยให้ความสำคัญในหลักการ 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการที่เปลี่ยนไป ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Ecology) ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economy) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับแนวคิดการกระจายศูนย์ (Decentralization) และการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition) เพื่อให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หนึ่งในหมุดหมายที่ท้าทายที่สุดของร่างแผน PDP 2026 คือการยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ให้เร็วขึ้นมาอยู่ที่ปี 2593 ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของนานาชาติในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ล่าสุดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ร่างแผน PDP 2026 ได้ปรับสมมติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ช่วงปี 2569-2593 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.56% ต่อปี ลงมาตามสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดการณ์ตํ่ากว่า 2%
สมมุติฐาน ในการจัดทำร่างแผน PDP ครั้งนี้ ได้ใช้ค่าพยากรณ์จำนวนประชากรมีแนวโน้มลดลง 0.2% ต่อปี และอยู่บนสมมติฐานที่การขยายตัวของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Independent Power Supply: IPS) หรือ Prosumer โดยเฉพาะในกลุ่มระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar Rooftop) ในพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 13,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593 ซึ่งการเติบโตของ Prosumer นี้ สอดคล้องกับเป้าหมายอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ที่ต้องการลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักลง 96,000 -144,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในสิ้นสุดแผน
รวมถึงการเติบโตของกลุ่ม Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% ราว 6,200-8,600 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผน มาใช้เป็นค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าด้วย
ทั้งนี้ การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ได้กำหนด Scenario ในการวางแผนไว้ 2 ช่วง โดยในช่วง 5 ปีแรก (2569-2573) จะเน้นความแม่นยำในการจัดหาโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง ส่วนในช่วงปีที่เหลือจะมีการพิจารณาฉากทัศน์อย่างน้อย 2 Scenario เพื่อให้แผนมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP 2026 เปิดเผยว่า การจัดทำร่าง PDP 2026 มีความล่าช้า จากเดิมที่จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ขยับไปเป็นเดือนกรกฎาคม 2569 เนื่องจากมีการประมาณการณ์การเติบโตของ GDP ในช่วง 5 ปีแรกใหม่ ลงมาอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 1.4% ที่เป็นผลจากสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอการเติบโตที่ลดลง ทำให้ต้องมีการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ตามไปด้วย ซึ่งได้แจ้งให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับทราบแล้ว
อย่างไรก็ตาม การจัดทำร่างแผน PDP 2026 จะยังคงกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดไว้ในแผนราว 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยจะเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และควบคุมค่าดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation: LOLE) ให้อยู่ในระดับที่เข้มงวดไม่เกิน 0.7 วันต่อปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้าของไทยจะมีเสถียรภาพสูงสุดแม้ในวันที่สภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมก็ตาม
รวมถึงต้องแผนการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย หรือ Grid Modernization เพื่อให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามา ครอบคลุมถึงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ทั้งในรูปแบบของโรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ (PSH) และระบบแบตเตอรี่ที่มีความจุสูง รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังสำหรับควบคุมระบบส่งไฟฟ้า (FACTS devices) เพื่อบริหารจัดการการไหลของไฟฟ้าและรักษาแรงดันไฟฟ้าให้คงที่ในภาวะที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์มีความผันผวน
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเป้าหมายของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนว่าจะมาจากประเภทใดบ้าง ซึ่งจะนำศักยภาพและเทคโนโลยี ที่สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) เสนอมาเป็นองค์ประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เพราะสถานการณ์พลังงานปัจจุบันเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงไปมาก”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุนกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวให้ได้อย่างครอบคลุมและมีเสถียรภาพ จากการหารือในเบื้องต้น คาดว่าจะมีการบรรจุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาในแผน PDP 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 2,400 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียง 600 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าและมีความปลอดภัยสูง ทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิม ที่ต้องทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งาน การนำ SMR เข้ามาเสริมในระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงของกระแสไฟฟ้า แต่ยังช่วยสนับสนุนประเทศในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ในปี 2593 ด้วย ซึ่งSMR คาดว่าจะเข้าระบบจ่ายไฟฟ้าได้ในช่วง 7-10 ปี หลังจากแผนประกาศใช้
อีกทั้งจะมีการนำกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เข้ามาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจเลือกประเภทของโรงไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงการทบทวนแผนปลดโรงไฟฟ้า เพื่อลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดยการต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมทั้ง โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP Firm) โรงไฟฟ้าพลังงานนํ้าในสปป.ลาว และโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายความมั่นคงและ Net Zero
ข่าวที่เกี่ยวข้อง